ปรัชญาสัจจนิยม

ปรัชญาสัจนิยมกับการศึกษา (Realism and Education)

       ได้รับมอบหมายให้ศึกษาปรัชญาสัจจนิยม จึงอยากนำมาแบ่งปันกับคุณครูและนักการศึกษาทุกคนค่ะ

 

ปรัชญาสัจจนิยม มีมาตั้งแต่สมัยกรีก อริสโตเติล เป็นนักปรัชญาคนแรกในลัทธินี้ ปรัชญานี้เกิดขึ้นในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา นับเป็นยุคทองแห่งวิชาการ เป็นยุคของวิทยาศาสตร์ (ศุภร ศรีแสน.  2522  :  72) แนวคิดของกลุ่มลัทธิสัจจนิยมเน้นในเรื่องโลกแห่งวัตถุธรรม (A World of thing) มีความเชื่อว่าความจริงหรือความรู้ต่างๆ คือสิ่ง  ที่สังเกตได้ และทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นจริงอยู่ในตัวของมันอย่างอิสระ   เพราะฉะนั้นคนเราจะต้องหาวิธีการและเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อเรียนรู้สิ่งนั้นๆเอง (กิติมา  ปรีดีดิลก.  2521 :  53)  สัจจนิยมมีอิทธิพลต่อการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ ได้รับการยอมรับตั้งแต่เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีหลักการคือการมุ่งฝึกเด็กเพื่อให้เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา หรือฝึกให้เป็นช่างเทคนิค เพื่อป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ได้มีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในอเมริกาเนื่องจากรัฐเชียส่งยานอวกาศ Sputik ขึ้นอวกาศในช่วงปี 1957-1958 (Lawrence.  2011 : 12-14)

ปรัชญาสัจจนิยม หรือเรียกว่าปรัชญานิรันดรนิยม ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า โลกนี้มีบางสิ่งที่มีคุณค่าถาวร คงที่ และไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเราควรอนุรักษ์และถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป สิ่งที่มีคุณค่าถาวรดังกล่าว ได้แก่ ศาสนา ความดี และเหตุผล ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถใช้ได้ในปัจจุบันและในอนาคตต่อไป (ทิศนา  แขมณี.  2553: 26)
สัจจนิยมถือเอาวัตถุ(matter) เป็นความจริงสูงสุด (Ultimate reality) สิ่งต่างๆอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง และเป็นอิสระจากจิต (mind) สัจจนิยมมีหลักความจริงเบื้องต้นว่า วัตถุเป็นสิ่งสูงสุด (ธูปทอง  กว้างสวาสดิ์.  2540 : 38)
นักปรัชญาสาขาสัจจนิยม มีความเชื่อว่า ความเป็นจริงของสรรพสิ่งสากลเป็นสสารอย่างเดียว (บุญเลี้ยง  ทุมทอง.  2553: 49)
ปรัชญาสัจจนิยม ความมีเหตุผลเป็นลักษณะสูงสุดของมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงต้องใช้ความมีเหตุผลเป็นเครื่องมือคอยควบคุมสัญชาตญาณอันเป็นอำนาจฝ่ายต่ำของตน เพื่อจะได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายแห่งชีวิตที่ได้เลือกสรรแล้ว (ชัยวัฒน์  สุทธิรัตน์.  2553 :  7)

ปรัชญาการศึกษานิรันตนิยม (Perenialism) จัดอยู่ในลัทธิปรัชญาสัจจนิยม ที่มีแนวคิด World of Thing (โลกแห่งวัตถุธรรม) ความจริงหรือความรู้ต่างๆคือสิ่งที่สังเกตได้ และทุกสิ่งที่สังเกตได้ และทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นจริงอยู่ในของตัวมันอย่างเป็นอิสระ กฎธรรมชาติคือกฎแห่งความจริง  ความจริงถูกพบว่าแยกจากคนและมีอยู่ในธรรมชาติด้วยตัวมันเอง (คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  2552:  13)
Perennialism “The Disciplining of the mind, the development of the ability to reason, and the pursuit of truth. Believe that truth is eternal, everlasting, and unchanging. (Oliva.  2009 : 159)

แนวคิดนี้เริ่มต้นที่สัจจนิยมแบบคลาสสิคของ อริสโตเติล ต่อมาเซนต์โธมัส อไควนัส พัฒนามาเป็นปรัชญาศาสนาคริสต์ ส่วนสัจจนิยมวิทยาศาสตร์นั้น ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon  1561-1662) นักปรัชญาชาวอังกฤษได้เสนอวิธีคิดใหม่กับวงการปรัชญา เรียกว่า วิธีอุปนัย (Induction) ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กล่าวคือ ทดสอบหาความจริงทั่วไปจากการทดสอบหน่วยย่อยต่างๆ แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาเรื่อยๆ จนเป็นแนวคิดที่มีอิทธิพลสูงสุดในปัจจุบันและอนาคตแบ่งเป็นกลุ่มๆดังนี้

  1. สัจจนิยมเหตุผล (rational realism) เชื่อความจริงโดยอ้างเหตุผล ซึ่งเป็นเป็น 2 กลุ่ม

1.1 สัจจนิยมแบบคลาสสิค (Cassical  Realism) เป็นแนวปรัชญาของ Aristotle ต่อมา Thomas Aquinas ใช้ปรัชญาของศาสนาคริสต์ใหม่ เรียกว่า Thomism จุดมุ่งหมายในการให้การศึกษาแก่เด็กตามแนวปรัชญานี้คือมุ่งให้เด็กเป็นผู้มีปัญญา เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ และปรับตัวเข้ากับสภาพสังคม สิ่งแวดล้อมของตัวเขาได้

                        1.2  สัจจนิยมศาสนา (religious  realism) มีรากฐานมาจากปรัชญาของศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ทั้งสัจจนิยมคลาสสิค และสัจจนิยมศาสนา เชื่อว่าโลกของวัตถุ (material World) เป็นจริงและแยกออกจากจิต แต่สัจจนิยมศาสนาเชื่อว่าทั้งโลกของวัตถุและจิตของพระเจ้า(God) เป็นผู้สร้างอะไรที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างย่อมเป็นจริงเสมอ Thomas เชื่อว่ามนุษย์ประกอบขึ้นด้วยวัตถุและวิญญาณ รวมเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โดยมีชีวิตอยู่ในโลกที่มีความรับผิดชอบ และมีการปฏิบัติด้วยความรัก ให้เกียรติและปรนนิบัติต่อพระผู้สร้าง (creator) จึงจะได้เชื่อชีวิตนิรันดร นั่นคือวิญญาณไม่ตายไปพร้อมกับร่างกาย ดังนั้นวิญญาณจึงสำคัญกว่าร่างกาย เพราะเป็นสิ่งที่ไปรวมกับวิญญาณของพระเจ้าที่เรียกว่าวิญญาณสมบูรณ์จุดมุ่งหมายของการศึกษามุ่งส่งเสริมให้เด็กมีปัญญา เน้นจริยศึกษาให้เด็กอยู่ในกรอบของคำสอนของศาสนา ให้รู้จักตัวเอง และปรับตัวให้เข้ากับสังคม

2. สัจจนิยมธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ (natural and scientific realism) แนวคิดกลุ่มนี้เกิดขึ้นเพราะความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 15-16 นักปรัชญาในกลุ่มนี้ได้แก่ Francis Bacon, John Lock, David Hume, John Stuart Mill และนักปรัชญาในศตวรรษที่ 20 คือ Whitehead และ Bertrand Russell  ปรัชญากลุ่มนี้เชื่อว่า โลกที่อยู่รอบๆตัวเราเป็นความจริงแท้ จึงเป็นงานของวิทยาศาสตร์ ที่จะสืบเสาะแสวงหาความเหมาะสมต่างๆเข้าด้วยกัน จักรวาลเป็นความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เฉพาะที่เป็นไปตามกฏธรรมชาติ (Law of Nature) ที่มั่นคงอันจะทำให้โครงสร้างของจักรวาลคงอยู่ต่อไป ปฏิเสธความเชื่อเรื่องวิญญาณ และเรื่องอื่นๆที่พิสูจน์ไม่ได้ร่างกายของมนุษย์เป็นไปตามหลักของชีววิทยาที่ได้รับการพัฒนาระบบประสาทอย่างสูง มีความต้องการทางสังคม และมีความคิดซึ่งมาจากหน้าที่ที่ซับซ้อนของร่างกายที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ความเป็นอิสระของมนุษย์เกิดขึ้นเพราะปัจเจกชนถูกชี้กำหนดโดยสิ่งแวดล้อมและร่างกาย การให้การศึกษาแก่เด็กมุ่งเนื้อหาวิชาที่เด็กคุ้นเคยกับโลกรอบๆตัวเขา เช่น วิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

ซึ่งพบว่าในปรัชญาทางการศึกษานิรันตรนิยม (Perennialism) ได้มีการอธิบายไว้ดังนี้

ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยมหรือถาวรนิยม เป็นสำนักปรัชญาการศึกษาที่เก่าแก่กว่า
สารัตถนิยม และมีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษาของสหรัฐอเมริกาในศตวรรษที่ 19 และเป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญแก่วิชาการ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือเดิมคือวิชา “Liberal Education” ทั้งหลายแต่จุดเน้นของกลุ่มคือ การฝึก “วินัย” ทางความคิด และ “วินัยจิต” เน้นไปที่การค้นพบความจริง ความงามและความดีอันสูงสุดที่ไม่เปลี่ยนแปลง สืบทอดมาจาก ทอมัสนิยมใหม่ (Neo-Thomism) ซึ่งผสมผสานระหว่างหลักปรัชญาที่เน้นตรรรกะและเหตุผลของอริสโตเติลและศรัทธาในองค์พระผู้เป็นเจ้า ฮิตชินส์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยชิคาโกได้เขียนหนังสือและบทความแนวคิดปรัชญาของ Neo-Thomism ว่าหน้าที่สำคัญของการศึกษาคือ การฝึก (พัฒนา)สติปัญญาของมนุษย์ให้มีเหตุผลอย่างสมบูรณ์สูงสุด ดังข้อความนี้ “มนุษย์ทุกคนมีหน้าที่ในฐานะมนุษย์ หน้าที่ของพลเมืองหรือพสกนิกร อาจผันแปรจากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่งระบบฝึกอบรม หรือการปรับตัว หรือการสอน หรือการแก้ไขปัญหาความต้องการเฉพาะหน้าอาจผันแปรตามสภาพของแต่ละสังคม แต่หน้าที่ของมนุษย์จะเหมือนกันทุกยุค ทุกสมัย และทุกๆสังคม เนื่องจากมีธรรมชาติของความเป็นมนุษย์เหมือนกัน จุดมุ่งหมายของระบบการศึกษาจึงมีลักษณะเดียวกันทุกยุค ทุกสมัย และทุกสังคมที่มีการศึกษา นั่นคือ : การพัฒนาให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

ฮิตชินส์และกลุ่มนิรันตรนิยมจึงเสนอให้สถาบันการศึกษาพยายามจัดให้นักเรียนและนักเรียนได้ลิ้มรสผลงานที่ได้รับการยกย่องว่ายิ่งใหญ่เป็นมรดกทางปัญญาของโลก เช่น มหากาพย์เรื่องอีเลียด (IIiad) ของโฮเมอร์ กลุ่มนิรัตรนิยม ถือว่า วิชาที่ยากย่อมเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด เพราะจะฝึกความเฉียบแหลมของสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น การศึกษาลาติน กรีก  เนื่องจากเป็นภาษาที่ยากและจัดระเบียบไวยากรณ์ไว้อย่างสูงส่งและสลับซับซ้อนและเพียบพร้อมไปด้วยตรรกะ วิชาเรขาคณิตและพีชคณิตจะสร้างระเบียบวินัยทางคิดที่ดีที่สุด

สรุป ปรัชญานิรันตรนิยม มุ่งที่จะฝึกวินัยทางความคิด และพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ เพื่อหลุดพ้นจากอวิชชา และกิเลสทั้งปวง เพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ในแง่มุมของการจัดวิชาที่ยาก รวมถึงการให้นักเรียนได้ลิ้มรสจากวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่อันเป็นผลงานของนักคิดในอดีต

สาระของปรัชญานิรันตรนิยม

ปรัชญานิรันตรนิยม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มปรัชญาเหตุผลนิยม และกลุ่มโทมัสนิยม ดังนี้
1. กลุ่มปรัชญาเหตุผลนิยม (Rationalism) มีจุดมุ่งหมายของการศึกษา ของหลักสูตรและของวิธีการสอนดังต่อไปนี้
1.1 จุดมุ่งหมายของการศึกษา จุดมุ่งหมายของการศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ เพื่อปลดปล่อยมนุษย์จากความไม่รู้ และช่วยพัฒนาพลังทางเหตุผล (ปัญญา) ศีลธรรมและจิตใจ การศึกษาที่ทำหน้าที่นี้ได้ คือ การศึกษาศิลปะศาสตร์หรือเสรีศิลป์ (Liberal Arts Education)  คือต้องการให้ความรู้แก่มนุษย์กว้างพอในการนำไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ เป็นความรู้ที่เป็นความเข้าใจแนวคิดรวบยอดและทฤษฎี (Conceptual and Theoretical Understanding) โดยเอาแนวคิดของอริสโตเติลมาสนับสนุน ซึ่งอริสโตเติลมีแนวคิดว่า การคิด (Thinking) มี 2 ประเภท คือการคิดเชิงทฤษฎี (Theoretical Thinking) และการคิดเชิงการผลิต (Productive Thinking) การคิดเชิงทฤษฎีเป็นการฝึกใช้เหตุผลขั้นสูงเพื่อให้ได้ความรู้ที่แท้จริง ส่วนการคิดเชิงการผลิตเป็นการคิดที่ช่วยนำการกระทำ (การรู้เพื่อทำ) ดังนั้นความรู้เพื่อรู้สำคัญกว่าความรู้เพื่อทำ

2. จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรควรมีจุดมุ่งหมายดังนี้

2.1 มุ่งให้ความรู้ที่เป็นนิรันดร์แก่ผู้เรียน และช่วยให้นำความรู้อื่นมาเชื่อมโยงประสานเป็นภาพรวมของโลกและชีวิต และนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกสถานการณ์
2.2 เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้รู้จักกับผลงานอันล้ำค่าของนักปราชญ์ในศาสตร์สาขาต่างๆในอดีต เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดี ซึ่งผู้เรียนต้องใช้ปัญญาในระดับสูงในการคิดและวิเคราะห์
2.3 วิชาชีพต่างๆไม่นำมารวมไว้ในหลักสูตร เพราะเป็นวิชาที่สอนเทคนิคการกระทำไม่ได้สอนให้ใช้ปัญญาทำความเข้าใจ เป็นการเน้นทักษะมากกว่าทฤษฎี และวิชาที่ส่งเสริมการคิดเชิงการผลิต ไม่ใช่วิชาที่มีความเป็นนิรันตร์ ความรู้มีคุณค่าในวันนี้อาจไม่มีคุณค่าในวันข้างหน้า
3. จุดมุ่งหมายของวิธีการสอน ดังนั้นเมื่อหลักสูตรมุ่งเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการและความรอบรู้วิธีการสอนต้องเน้นดังต่อไปนี้

3.1 ผู้สอนต้องมีความเป็นเลิศ นอกเหนือจากการเข้าใจเนื้อหาที่ตนเองสอนแล้วอย่างทะลุปรุโปร่ง ต้องมีความรอบรู้และสนใจวิชาอื่นๆด้วย ต้องเป็นผู้ใฝ่รู้ ศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และต้องมีความรู้มากกว่าคนทั่วไปในสังคม เพราะเป็นการศึกษาวิชาการเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนโดยตรง
3.2 ผู้สอนต้องเน้นความเป็นเลิศในการสอน  ต้องบังคับให้เรียนอย่างหนักในแต่ละเรื่องหรือแต่ละวิชาที่ตนเอง นอกเหนือจากวิชาพื้นฐาน เช่น ภาษาที่ใช้ในสังคม ภาษาต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ธรรมชาติ ปรัชญา และศิลปะแล้ว ยังต้องเรียนผลงานทางปัญญาที่ล้ำค่า เช่น The Great Book ซึ่งถือเป็นรูปแบบงานเขียนที่ดีเลิศ บรรจุความรู้เป็นนิรันตร์เอาไว้ แสดงถึงอารยธรรมของมนุษย์และยังทันสมัยอยู่ทุกวันนี้
3.3 ผู้สอนต้องให้ผู้เรียนได้เรียนไปตามความสามารถทางสติปัญญาและเอกัตภาพ มนุษย์มีองค์ประกอบเป็นสาระ (Matter) เหมือนกัน แต่ปริมาณไม่เท่ากัน บางคนฉลาด  บางคนไม่ฉลาด หลักสูตรศิลปศาสตร์จึงให้ผู้เรียนได้เรียนไปตามความสามารถของสติปัญญา ผู้มีความสามารถเพียงใดก็ให้เรียนเพียงนั้นแล้วออกไปประกอบอาชีพตามถนัด ผู้มีปัญญาความคิดต่ำต้องใช้แรงงาน ผู้มีปัญญาสูงต้องทำงานเบาขึ้น ส่วนผู้ที่มีปัญญาสูงสุดทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองของสังคม นอกจากนี้ธรรมชาติที่แท้จริงของมนุษย์ย่อมเหมือนกันทุกแห่ง สภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ไม่ได้ทำให้คุณสมบัติที่แท้จริงของมนุษย์เปลี่ยนไป ในเมื่อจุดมุ่งหมายของการศึกษาคือการพัฒนามนุษย์ จึงควรมีจุดมุ่งพัฒนาคุณสมบัติที่แท้จริงของมนุษย์โดยไม่ต้องสนใจสิ่งแวดล้อม

2. ปรัชญาโทมัสนิยม นักโทมัสนิยมส่วนมากเป็นคาธิลิก ผู้เชื่อในคำสอนของนักบุญในศริสต์ศาสนาและเชื่อในปรัชญาของเซนต์โทมัส อาควินัส (St.Thomas Aquinas) ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่ยึดศาสนาเป็นศูนย์กลางโดยมีแนวคิดและความเชื่อ จุดมุ่งหมายของการศึกษา และจุดมุ่งหมายของวิธีการสอน ดังต่อไปนี้
2.1 แนวความคิดและความเชื่อ แนวคิดและความเชื่อของโทมัส คือ พระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์และได้ประทานลักษณะตามธรรมชาติและลักษณะเหนือธรรมชาติให้กับมนุษย์ตั้งแต่กำเนิดแล้ว ลักษณะธรรมชาติของมนุษย์คือร่างกายและวิญญาณ ส่วนลักษณะเหนือธรรมชาติ  คือ พลังในการนำมนุษย์ไปอยู่กับพระเจ้าอันเป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต ดังนั้นจุดหมายปลายทางของมนุษย์ได้ถูกพระเจ้ากำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว และพระเจ้าทรงประทานพลังให้มนุษย์ไปถึงพระองค์ดุถ้าทำตามคำสอนของพระศาสดา  อย่างไรก็ตาม อดัมเป็นมนุษย์คนแรกที่ไม่เชื่อคำสอนของพระเจ้า ดังนั้นพระเจ้าจึงทรงเรียนเอาพลังเหนือธรรมชาติคืนไปจากมนุษย์ ในเมื่อมนุษย์ทุกคนสืบทอดมาจากอดัม จึงต้องรับกรรมที่อดัมก่อไว้ทุกคน คือไปไม่ถึงสวรรค์หรือไม่มีชีวิตที่สูงส่งเท่าพระเจ้า แต่ถ้ามนุษย์ทำการศึกษาวิชาต่างๆโดยเฉพาะคำสอนของพระศาสดา และคำสอนของโบสถ์แล้ว มนุษย์ยังมีโอกาสได้ไปอยู่กับพระเจ้า

2.2 จุดมุ่งหมายของการศึกษา การศึกษาจึงมีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์หลุดพ้นลักษณะตามสภาพธรรมชาติในโลกนี้ และให้ไปอยู่ในลักษณะเหนือธรรมชาติกับพระเจ้าบนสรวงสวรรค์
2.3 จุดมุ่งหมายของวิธีการสอน เนื่องจากมนุษย์ทุกคนได้รับบาปที่อดัมก่อไว้จึงมีความอยากหรือตัณหาในการทำผิดมาตั้งแต่เกิดดังนั้นผู้สอนจึงต้องสอนให้ผู้เรียนรู้ความจริงข้อนี้และให้มีความต้องการได้รับความช่วยเหลือในการแก้ไขสิ่งที่ผิด และตั้งจุดมุ่งหมายในการไปอยู่กับพระเจ้า ผู้สอนต้องกวดขันเพื่อประโยชน์ของผู้เรียนเอง หน้าที่สำคัญของสถาบันให้การศึกษาหรือโบสถ์คริสต์ คือการช่วยให้มนุษย์พบชีวิตเหนือธรรมชาตินั่นเอง และถือว่าการศึกษาคือการพัฒนาบุคลิกภาพที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ดังนั้นนักปรัชญาโทมัสนิยม จึงเน้นคุณธรรมมากกว่าความรู้ สอนให้มนุษย์รักพระเจ้า รักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และผู้หญิงกับผู้ชายไม่ควรเรียนร่วมกัน เพราะพระเจ้าสร้างมนุษย์มาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าทางร่างกาย ความสามารถและอารมณ์ การศึกาที่เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าต้องแยกกัน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว

จ๊าค มาริตัง จึงแบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระดับ คือ ประถมศึกษา 7 ปี สำหรับเด็ก 6-12 ปี แบ่งเป็น ประถมต้น 4 ปี (6-9ปี) ประถมปลาย 3 ปี (10-12 ปี) มัธยมปลาย 4 ปี (16-19 ปี)และอุดมศึกษา อายุ 19 ปีขึ้นไปซึ่งขั้นตอนนี้ตรงกับจิตวิทยาวัยเด็ก  วัยรุ่น และวัยผู้ใหญ่ ตรงตามขั้นตอนความรู้ของคนแต่ละวัย ซึ่งเป็นความรู้แต่ประเภทจึงปนกันไม่ได้ จ๊าค มาริตัง ยังมีแนวคิดว่า การศึกษาควรพัฒนาผู้เรียนทั้งในระดับธรรมชาติและระดับเหนือธรรมชาติ คือ ให้มีทั้งสติปัญญาตามธรรมชาติ (Natural Intelligence) และคุณธรรม สติปัญญา (Intellectual Virtues) การศึกษาขั้นต้นต้องพัฒนาให้เด็กมีสติปัญญาตามธรรมชาติเสียก่อนเพราะเป็นพื้นฐานไปสู่คุณธรรมตามสติปัญญาในขั้นสูงต่อไป
โรงเรียนในเครือคริสตจักรหรือเครือศาสนาคาธิลิค จึงจัดการศึกษาตามหลักปรัชญานิรันตรนิยมกลุ่มโทมัสนิยม ดังกล่าวข้างต้น กล่าวโดยสรุป แนวคิดปรัชญานิรันตรนิยมที่นำมาใช้การจัดการศึกษา ได้แก่
1. จุดมุ่งหมาย เนื่องแนวคิดนี้ถือว่านักเรียนเป็นผู้มีเหตุผลและมีความดีอยู่แล้ว การจัดการศึกษาจึงควรจัดให้นักเรียนรักษาความได้รักษาความดีที่มีอยู่ มุ่งพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล ส่วนความเชื่อที่ว่ามนุษย์จะคงที่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลง เพราะมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงทุกกาละและเทศะ นอกจากนี้การจัดการศึกษาควรเป็นไปเพื่อพัฒนาปัญญาอันถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสุดของมนุษย์ และการเรียนจากโรงเรียนเป็นการทำให้เด็กรู้จักคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมเท่าที่จะเป็นไปได้

2. ด้านเนื้อหาวิชา ควรมีการกำหนดขึ้นโดยผู้รู้การจัดลำดับในเนื้อหาวิชาเน้นวิธีจัดตามลำดับก่อนหลังของความถูกต้องทางวิชาการของความรู้ในสาขานั้นๆ หลักสูตรจะมีเนื้อหาวิชาที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กพัฒนาความรู้ความสามารถทางสังคมและคุณงามความดีด้านจิตใจ ตลอดจนวิชาพื้นฐานบางอย่าง เพื่อเด็กจะได้รู้ถึงสิ่งซึ่งจริงแท้และถาวรที่สุดในโลก โดยให้เรียนในสิ่งที่เหมาะสมกับวัย วิชาที่ช่วยฝึกฝน การให้เหตุผลและสร้างความเจริญงอกงามให้แก่ปัญญา ได้แก่วิชา Liberal Arts คือ การอ่าน การฟัง การพูด การเขียน Adler ได้กล่าวว่าหลัก 3R’s (อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น) จึงเป็นหลักพื้นฐานทั่วไปๆไปที่ควรจะศึกษานอกนั้นวิชาหลักที่ควรจะศึกษาอื่นๆได้แก่ วรรณกรรมดีๆ ปรัชญาประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เพราะสิ่งเหล่านี้ได้แสดงให้รู้ว่ามนุษย์มีสติปัญญาเป็นเลิศรุ่นเก่าๆได้คิดค้นอะไรไว้เป็นมรดกตกทอดมาถึงรุ่นเราบ้าง การที่เราเรียนอดีต เพราะบทเรียนจากอดีตสามารถนำมาประยุกต์ใช้ถึงปัจจุบันได้ความรู้ต่างๆในอดีตไม่เคยล้าสมัยสามารรถนำมาดัดแปลงให้เข้ากับปัจจุบันได้ ถ้าเราไม่เรียนจากอดีตเราก็ไม่อาจเรียนปัจจุบันได้
3. ด้านตัวครู แนวคิดนี้ถือว่าระเบียบวินัยยังเป็นเรื่องจำเป็น ครูเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลและรักษาการเป็นระเบียบวินัย ควบคุมความประพฤติของนักเรียนไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางและสอนศิษย์ให้ใช้ธรรมชาติของตนคือสติปัญญาไปในทางที่ถูก

4. ด้านวิธีการสอน ครูเป็นบุคคลสำคัญในการตัดสินหรือพิจารณาเลือกเนื้อหาและวิธีการที่จะสอน ถือว่าครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนมีหน้าที่รับสิ่งที่ครูสอนหรือให้ทำอย่างเดียวโดยโต้แย้งไม่ได้ การจัดที่นั่งในการเรียนการสอนไม่นิยมให้เคลื่อนย้ายเก้าอี้ ห้องเรียนจะต้องอยู่ในความเรียบร้อยเสมอ การสอนส่วนใหญ่จะใช้วิธีบรรยาย วิธีการเรียนที่ครูส่งเสริมคือการรับรู้และการจำ

ทฤษฎีความรู้ตามแนวคิดของสัจจนิยม

รากฐานทฤษฎีแห่งความรู้ของสัจจนิยมก็คือสามัญสำนึก (common sense) คือการรู้แบบธรรมดาสามัญที่มนุษย์ทั่วๆไปรับรู้และเข้าใจได้ ถือว่าโลกของผัสสะคือโลกของความจริง ความรู้และความจริงตามแนวคิดของสัจจนิยมจึงได้จากทฤษฎีต่างๆดังนี้
1.ความรู้จากธรรมชาติ (Natural Law)
ความเป็นจริง (reality) เป็นสิ่งเดียวกันกับธรรมชาติ (Natural) ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก การเรียนรู้ต้องใช้วิธีการสังเกตและเรียนรู้จากกฎธรรมชาติ (โลกมีวิวัฒนาการไปตามแบบแผน)
2. ความรู้และความจริงที่ได้มาจากการเฝ้าสังเกต (The Spectator Theory)
สัจจนิยมสนใจในแบบแผนของธรรมชาติ คืออะไร เมื่อรู้แบบแผนนั้นแล้วจะลงมือหาความรู้ ความจริง และดำเนินไปตามแบบแผนนั้น  ญาณวิทยาของสัจจนิยม จะมุ่งอยู่ที่การเฝ้ามองดูโลกอย่างตรงไปตรงมาด้วยความพยายาม เพื่อศึกษาว่าโลกเป็นอะไรและมีการทำงานอย่างไร โดยการรับรู้จากทุกๆส่วนของประสาทสัมผัสและการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นระเบียบ  คือความพยายาม อดทนในการสังเกต ตรวจสอบผลของการสังเกต สรุปผล สรุปหลักการ และกฎเกณฑ์ สัจจนิยมมีหลักสูงสุดและหลักสำคัญคือ ธรรมชาติ พลังงานทั้งหลายของธรรมชาตินี้เองทำให้ระบบสมองและประสาททำงานและเป็นแหล่งที่มาของจิต ธรรมชาติจึงถือเป็นต้นกำเนิดของจิต
จากการสังเกตสิ่งที่เป็นปรนัย สัจจนิยมจึงเห็นว่า

1. ธรรมชาติจะแสดงแบบแผนแห่งโครงสร้างต่างๆออกมาให้ปรากฏ บางครั้งก็อาจกำหนดเป็นกฏขึ้นมา
2. กฎเหล่านี้มนุษย์จะเป็นผู้รู้และนำไปใช้เพื่อบังคับสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นประโยชน์
3. ในการบังคับ มนุษย์จะกระทำในลักษณะที่ทำให้เกิดการประสานกับธรรมชาติในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์ เช่น นำไหลจากที่สูง นำมาผลิตกระแสไฟฟ้า
3. ความรู้ที่ได้มาจากทฤษฎีบริสุทธิ์ (Pure Theory)
เป็นความรู้ระดับสูงสุด ที่ได้จากการกลั่นกรอง เช่น ทฤษฎีแสง  คือการนำความรู้จากสามัญสำนึกมาวิเคราะห์ พิสูจน์ ทดลองและใช้กระบวนการเฝ้าสังเกต และสรุปเป็นหลักการ ข้อสำคัญอีกประการคือ สิ่งที่เรารู้ นั้นคงเป็นความจริงของมันอยู่อย่างเป็นอิสระจากการรับรู้ของเรา
4. ความรู้ที่ได้จากทฤษฎีความสอดคล้อง (Correspondence Theory)
ทฤษฎีแห่งการรู้ Correspondence Theory หมายถึงการที่เรามีความคิด (idea) เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ในใจ (Mind) ของเรา และความคิดนั้นตรงกับ (Correspond) สภาวะที่เป็นจริงของสิ่งที่เรานึกถึงหรือสิ่งที่เรารู้อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ และความคิดเกี่ยวกับสิ่งนั้นเป็นอย่างเดียวกันกับลักษณะสำคัญอันเป็นส่วนประกอบที่เรารู้  โดยวิธีการนั้น จะติดต่อสัมพันธ์ระหว่างผัสสะของมนุษย์กับสภาวะที่มีอยู่จริง ด้วยการค้นหาคำตอบและความรู้อย่างเปิดเผย มีอยู่ 3 ทางด้วยกันคือ
1. วิธีการทางประสาทสัมผัส  เป็นผัสสะในขณะที่ตื่น การรับสิ่งเร้าขากสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ  จัดสิ่งเร้าเหล่านั้นเป็นความรู้ และผลของสิ่งเร้าแสดงออกเป็นพฤติกรรม เรียกว่าการตอบสนอง
2. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3. วิธีการสารัตถะ คือการรู้ความจริงเกี่ยวกับสารัตถะของสิ่งทั้งหลายที่อยู่พ้นผัสสะออกไป ต้องใช้ปรัชญามาอธิบาย

สรุปก็คือทฤษฎีความสอดคล้องกันจะนำมาใช้หาความรู้ความจริงได้ก็ต่อเมื่อ ความคิดได้มีการเชื่อมโยงกับสิ่งที่ต้องการจะรู้และสิ่งนั้นปรากฏออกมาให้เราเข้าใจในลักษณะที่เฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นจริงๆ

ทฤษฎีความรู้ตามแนวคิดของโทมัสนิยม (Thomist)
               1. รากฐานความคิดเกี่ยวกับภววิทยา (ontology)
Thomas Aquinas ได้นำเอาปรัชญาสัจจนิยมของกรีกมาประสานเข้ากับปรัชญาทางศาสนาของฝ่ายคริสต์ แต่นำมาอธิบายใหม่เพื่อให้สอดค้องกับความเชื่อของศาสนา โดยอธิบายว่าความเป็นจริงไม่ได้มีรากฐานมาจากวัตถุเฉยๆหากแต่มีลักษณะที่จำเพาะหรือสารัตถะ (Essence) สารัตถะนี้เป็นหลักการของศักยภาพ (Principle of potentility) คือเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ตัวตนที่มีอยู่บังเกิดขึ้นเป็นความจริง  เพราะหลักการคือ ตัวตนที่มีอยู่ นั้นเป็นภาวะจริง คือภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (Actuality) เมื่อตัวตนที่มีอยู่ นี้มีลักษณะจำเฉพาะมาเป็นองค์ประกอบเมื่อใด ความเป็นจริงแท้ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งความจริงนี้เรียกว่า สัต (being)

มุ่งศึกษาสิ่งที่มีอยู่อย่างถาวรและมีความเป็นอยู่อย่างมีระเบียบมีหลักเกณฑ์แห่งตรรก โดยเชื่อว่า ธรรมชาติของความจริงนั้นคือ ความกลมกลืนกันระหว่างความศรัทธาในพระเจ้ากับเหตุผล โลกแห่งความจริงนั้นคือโลกแห่งเหตุผล (A world of reason) เราจะสามารถรู้ “ความมีอยู่” (Existence) โดยอาศัยความสามารถของการให้เหตุผลในการคิดของจิตมนุษย์ โดยเชื่อว่า พระผุ้เป็นเจ้าและสพรรพวัตถุทางกายภาพทั้งหลายที่พระองค์สร้างขึ้นมาล้วนแต่มีความเป็นจริง
2. ทฤษฎีเกี่ยวกับการรู้และความรู้ (Neo-Thomist Epistemology)
เมื่อมีความเชื่อว่าสิ่งเป็นจริง (Reality) มีอยู่โดยตัวมันเอง และเป็นจริงในตัวของตัวเองไม่ขึ้นอยู่กับการรับรู้ของมนุษย์ และเมื่อเชื่อว่าความเป็นจริงก็คือระบบแห่งเหตุผล (Logical system) จึงต้องอาศัยความคิดอย่างมีเหตุผลของมนุษย์ ด้วยการอาศัยวิธีการทางวุฒิปัญญา (Intellect) มีวิธีดังต่อไปนี้
2.1 การหยั่งรู้ความจริงที่มีหลักฐานประจักษ์ในตัวเอง (Self-Evidence and Intuition) 1) ความจริงแบบสังเคราะห์หรือความจริงที่อาศัยหลักฐานแวดล้อม (Synthetic or Evident truth) เกิดจากการหยั่งรู้ในหลักแห่งเหตุผลโดยอาศัยวุฒิปัญญา  ความมีหลักฐานในตัวเอง จึงเป็นกุญแจที่นำไปสู่ความจริงทั้งมวล ซึ่งความจริงเหล่ามิอาจจะได้มาโดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และ 2) ความจริงแบบวิเคราะห์หรือความจริงที่มีหลักฐานในตัวมันเอง (Analytic or Self-evident truth) เป็นความรู้บริสุทธิ์ เพราะเมื่อได้มันมาเมื่อไร จะเป็นจริงกับเราอยู่อย่างนั้น
2.2 การรู้โดยการเข้าใจสาเหตุ หลักการแรก หลักการนี้คือการที่จะรู้ความจริงในสิ่งใดๆนั้นจะต้องเข้าใจสาเหตุเสียก่อน เพราะของทุกอย่างนั้นย่อมมีสาเหตุ การจะรู้สิ่งใดๆได้จะต้องรู้สาเหตุของสิ่งนั้นเสียก่อน สาเหตุมี 4 ประการ

สาเหตุ 4 ประการ

เปรียบเทียบกับการสร้างบ้าน

สาเหตุวัตถุ ทำให้รู้วัตถุ ไม้
สาเหตุแบบ ทำให้รู้แบบ พิมพ์เขียว
สาเหตุประสิทธิภาพ ทำให้รู้ผู้กระทำ ช่างก่อสร้าง ช่างไม้
สาเหตุสุดท้าย ทำให้รู้จุดมุ่งหมาย เป็นที่อยู่อาศัย

2.3 การหยั่งรู้กับความจริงในวิวรณ์ นักปรัชญาโทมัสนิยมใหม่นั้นได้แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายสงฆ์กับฝ่ายฆราวาส  ฝ่ายฆราวาสนั้นรับเอาหลักความเป็นจริงทางสัจจนิยมของอริสโตเติลมาเป็นแนวการคิด และไม่ได้ยึดถือว่าพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิดเกี่ยวกับความเป็นจริงของมนุษย์ หากแต่เห็นว่าเหตุผลหรือตรรกวิทยาเท่านั้นที่มนุษย์จะยึดหลักแห่งความเป็นจริง  ด้วยเหตุนี้ฆราวาสจึงยืนยันหลักแห่งการรู้โดยวิธีการสังเคราะห์หรือวิธีวิทยาศาสตร์ ประกอบกับวิธีการรู้ขั้นสูงสุดคือ วิธีวิเคราะห์หรือการหยั่งรู้
ฝ่ายพระสงฆ์ ซึ่งมีความเชื่อในความจริงตามแบบเทววิทยานั้นเห็นว่า ทางที่สูงกว่าที่จะได้ความรู้มานั้นคือ วิวรณ์ (Revelation) เราจะเห็นพระองค์และเข้าใจในความจริงจากพระองค์ก็ด้วยอาศัยวุฒิปัญญาที่จะหยั่งรู้ เป็นอาการรับความจริงจากข้างนอกมาสู่ตัวเรา เป็นลักษณะที่เราถูกกระทำหรือเป็นผู้รับ (บรรจง  จันทร.  2521 : 125-138)

นักคิดทางการศึกษาในกลุ่มสัจจนิยม

ทรรศนะทางการศึกษาของเซอร์  ฟรานซิส  เบค้อน  (Sir  Francis  Bacon  1561-1626)
                ทรรศนะทางวิทยาศาสตร์

แม้ว่าเบค็อนจะรักงานทางด้านปรัชญามากกว่าวิทยาศาสตร์  แต่เขาก็ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์ใหม่ไว้หลายประการ  เขากล่าวว่าวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับปรัชญาเช่นเดียวกับรัฐบุรุษจะต้องเกี่ยวข้องกับนักการเมือง  ด้วยเหตุที่วิทยาศาสตร์ยุคนั้น  ขาดปรัชญานั่นเอง  ความเจริญก้าวหน้าจึงเกิดขึ้นอย่างเชื่องช้ามาก  และนักวิทยาศาสตร์แต่ละคนก็หวงแหนความรู้  ไม่ค่อยให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน  เบค็อนจึงได้เสนอความคิดเห็นไว้ว่า  รัฐบาลควรจัดตั้งองค์การวิทยาศาสตร์ขึ้น  องค์การนี้ควรจะเป็นองค์การสากลระหว่างชาติ  และให้สมาชิกแต่ละชาติผ่านเขตแดนของแต่ละชาติได้อย่างเสรี  โดยเฉพาะในยุโรป  หากมีการจัดตั้งองค์การวิทยาศาสตร์ระหว่างชาติขึ้น  ยุโรปก็จะกลายเป็นดินแดนแห่งปัญญาชน  นอกจากนั้นเบค็อนยังให้ข้อคิดว่า  มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยต่าง ๆ  ควรจะมีการติดต่อประสานงานกันอย่างใกล้ชิด  ควรกำหนดหลักสูตรและบทเรียนร่วมกัน  ให้มีการร่วมมือทางด้านการค้นคว้าและพิมพ์ตำราออกเผยแพร่  ควรจัดสรรเงินเดือนไว้ให้อาจารย์ผู้ทำหน้าที่บรรยายให้มหาชนฟัง  เขาเห็นว่างานเผยแพร่ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์นั้นเป็นงานสำคัญยิ่งของชาติที่เป็นกิจกรรมที่จำเป็นของสังคม  แต่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมามัวแต่ไปยุ่งกับการออกกฎหมาย  และละเลยที่จะวางแผนการศึกษาโดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ให้รัดกุม

เบค็อนพยายามหาคำนิยามของระบบวิทยาศาสตร์ยุคใหม่  เพื่อให้สะดวกในการสืบเสาะค้นคว้าและแสวงหาความรู้  เขาเห็นว่าด้านวิทยาศาสตร์เท่าที่ปฏิบัติกันอยู่ในยุคนี้  ต่างคนต่างทำหรือค้นคิดในไปเท่าที่จะทำได้  หากมีอะไรเกิดขึ้นใหม่ก็ถือว่าเป็นเรื่อง  “บังเอิญ”  หากยังเสาะแสวงหาวิธีการอยู่ก็เรียกว่า  “ทดลอง”  เบค็อนเห็นว่า  ถึงเวลาแล้วที่มนุษย์จะต้องหันหน้าเข้าหาธรรมชาติ  ไม่ใช่หันเข้าหาหนังสือหรือตำราสมัยก่อน ๆ  ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีและผู้มีอำนาจ  แต่จะต้องยกเอาธรรมชาติมาวางไว้บนโต๊ะ  แล้วหาวิธีบังคับให้มันแฉส่วนประกอบออกมาให้ประจักษ์  แล้วนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ  เบค็อนย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องรวมนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก  และตั้งองค์การร่วมกันขึ้นเพื่อค้นคว้าหาความจริงจากธรรมชาติ  เบค็อนเห็นว่า  การที่มนุษย์จะบรรลุถึงความจริงที่จ้องการได้นั้น  จะต้องพบกับอุปสรรคหลายประการ  มนุษย์ต้องผ่านอุปสรรคหรือเครื่องกีดขวางเหล่านั้นไปเสียให้พ้นจึงจะเห็นความจริงที่ต้องการได้  อุปสรรคที่ว่านี้ก็คือ

1.  เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของมนุษย์

2.  ความลำเอียงของมนุษย์

3.  ขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ  ของสังคม

4.  ความเชื่อทางศาสนาและคำสอนต่าง ๆ  ที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ

อุปสรรคดังกล่าวนี้  เบค็อนเห็นว่า  ไม่ควรจะให้มากีดขวางความคิดของมนุษย์ในการที่จะค้นคิด  ประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ  มนุษย์จะต้นพบและรู้จักสิ่งต่าง ๆ  อย่างแท้จริงตามธรรมชาติของมันโดยปราศจากการปิดบังซ่อนเร้น  และการเรียนรู้นั้นมิพักต้องอาศัยขนบธรรมเนียมหรือประเพณีที่ยึดถือกันมาแต่ดั้งเดิม  แนวความคิดดังกล่าวนี้เองได้กลายมาเป็นความมุ่งหมายของวิชาวิทยาศาสตร์และปรัชญาการศึกษาในปัจจุบัน  หลักการศึกษาที่เบค็อนให้ไว้เป็นข้อคิด  และนักการศึกษาได้นำมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบันนี้  คือ

1.  การเรียนการสอนจะต้องเรียนจากของจริงที่ใกล้ตัวผู้เรียนให้มากที่สุด

2.  วิธีสอนจะต้องแตกต่างกันตามวิชาที่สอน  วิชาหนึ่ง ๆ  ย่อมมีธรรมชาติของมันไม่เหมือนกันจะใช้วิธีสอนอย่างเดียวย่อมไม่เกิดผลเท่าที่ควร  หรืออาจจะไม่ได้ผลเลย
3.  ไม่ควรใช้วิธีบังคับให้เรียน  ผู้เรียนมีความสนใจหรือความถนัดด้านไหน  ก็ควรส่งเสริมสนับสนุนด้านนั้น  และควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่
4.  ครูผู้สอนถนัดสอนวิชาใดก็ควรให้สอดวิชานั้น  มิใช่ถือว่าเป็นครูแล้วต้องสอนให้ทุกวิชา

ทรรศนะทางการศึกษาของจอห์น  ล็อค  (John  Locke  1632-1704)

ล็อคได้บัญญัติหลัก  3  ประการของการศึกษาขึ้น  ซึ่งเป็นหลักที่ยอมรับกันทั่วโลก  คือ

1.  พลศึกษา
2.  จริยศึกษา
3.  พุทธิศึกษา

พลศึกษา  ล็อคได้อธิบายถึงความจำเป็นที่จะต้องควบคุมร่างกาย  โดยการกินอาหาร  การออกกำลังกาย  การพักผ่อน  หรือเรื่องสุขภาพ  และจิตใจ  เขากล่าวว่ารากฐานที่แท้จริงของการศึกษานั้น  อยู่ที่สุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจ  กล่าวคือ  ถ้าหากร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ด้วย  จิตใจกับร่างกายคนเรานั้นย่อมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด  ถ้าร่างกายปราศจากโรคภัยเบียดเบียน  แต่มีความแข็งแรง  เมื่อคิดจะทำอะไรก็ย่อมทำได้อย่างทะลุปรุโปร่ง  ดีกว่าผู้ที่มีร่างกายไม่สมบูรณ์  เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นประจำ  ล็อคย้ำว่าไม่ว่าร่างกายหรือจิตใจก็ตาม  ถ้าไม่สมบูรณ์เสียอย่าง  อีกอย่างหนึ่งก็ไร้ประโยชน์  ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องฝึกฝนและออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง  สมบูรณ์อยู่เสมอ  โดยต้องฝึกกลางแจ้ง  เพื่อให้โอกาสได้รับแสงแดดและอากาศดี  และควรบำรุงร่างกายด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์

จริยศึกษา  ล็อคมีความเห็นว่า  ควรทำการอบรมบ่มนิสัยของเด็กเสียก่อนจึงจะเริ่มสอนความรู้  เขาถือว่าเรื่องคุณธรรมของมนุษย์เป็นหัวใจของการศึกษา  ถ้าคนซึ่งได้รับการศึกษาดี  มีความรู้มาก  แต่ไร้คุณธรรม  ก็ไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด  ซ้ำยังเป็นคนดีไม่ได้ เขาได้แนะนำวิธีปลูกฝังจรรยามารยาทและความประพฤติที่ถูกต้อง  ทั้งยังได้อธิบายให้ทราบถึงการลงโทษและผลร้ายที่จะตามมา  เขากล่าวว่าจิตใจก็เช่นเดียวกับร่างกาย  คือ  จะต้องได้รับการฝึกฝน  ให้เด็กรู้จักระงับความต้องการ  รู้จักยังยั้งชั่งใจก่อนลงมือทำอะไรจะต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน  การฝึกฝนในลักษณะเช่นนี้เขาถือว่าเป็นรากฐานของความดีงาม  เขาเห็นว่านิสัยที่ดีจะต้องมีการฝึกฝนอยู่เป็นนิจ  หากไม่ได้รับการฝึกฝนบ่อย ๆ  อำนาจทางฝ่ายต่ำจะเข้าครอบคลุมจิตใจได้ง่าย

พุทธิศึกษา  เป็นเรื่องของการใช้ความคิด  ใช้สมองและการเรียนรู้  เขาเห็นว่าการศึกษานั้น  มีขอบเขตและความหมายกว้างมากกว่าการสั่งสอนความรู้ทางวิชาการ  นับเป็นความคิดเห็นที่กว้างมากว่านักปราชญ์และนักการศึกษารุ่นก่อน ๆ  ที่คิดเพียงแต่ว่า  การศึกษาคือการถ่ายทอดความรู้เท่านั้น  ล็อคยังย้ำให้ผู้สอนมุ่งให้เด็กรู้จักใช้ความคิด  และใช้เหตุผลซึ่งกระทำได้โดยการฝึกอบรมจิตใจเสียก่อน  และจะต้องเลือกวิธีฝึกจิตใจ  เลือกวิชาที่เรียนให้เหมาะสมกับตัวเด็ก  เขาเห็นว่าความมุ่งหมายสำคัญของการศึกษา  อยู่ที่การส่งเสริมให้เด็กรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล  และวิชาที่จะช่วยส่งเสริมความคิดอย่างมีเหตุผลได้  ก็คือวิชาคณิตศาสตร์  เขาไม่เห็นด้วยกับการเรียนการสอนในโรงเรียน  Grammar  School  ในสมัยนั้น  และไม่เห็นด้วยกับการจ้างครูพิเศษไปสอนที่บ้าน  แต่ถ้าจำเป็นจะต้องหาครูพิเศษไปสอนจริง ๆ  ก็จะต้องคัดเลือกอย่างดี  เขาเห็นว่าครูที่ดีนั้น  จะต้องเป็นสุภาพชนและมีความประพฤติดีเป็นอันดับแรก  แต่ก็หาไม่ได้ง่าย ๆ  นัก  ผู้ที่ผ่านมหาวิทยาลัยมีความรู้ภาษาละตินไม่อาจจะทำให้คนเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างเหมาะสม  แต่จะต้องให้การอบรมนิสัย  ความประพฤติที่ดีงามให้แก่ศิษย์อีกด้วย เขาเห็นว่าการสอนที่ดีควรเน้นให้เด็กใช้ความคิด  และตัดสินใจด้วยตนเองว่า  สิ่งไหนผิด  สิ่งไหนถูก  ไม่ใช่สอนให้เด็กท่องจำความรู้เพียงอย่างเดียว  เขาเห็นว่ามีวิชาหลายวิชาที่ไม่จำเป็นจะต้องสอนให้เสียเวลา  และวิธีสอนก็ไม่ได้เรื่อง  มีข้อบกพร่องมากมายจึงได้แนะนำวิธีการสอนที่ดีกว่าเดิมไว้ด้วย  เช่น  แนวความคิดเรื่องการปรับปรุงการเรียนการสอนภาษาละติน  เป็นต้น

การเรียนการสอนของเด็กชั้นประถมศึกษานั้น  เขาเห็นด้วยกับแนวความคิดทางศาสนาในสมัยนั้น  คือเรื่องความเข้มงวดกวดขันระเบียบวินัย  จะละเลยมิได้  และจะต้องฝึกเด็กตั้งแต่ยังเล็ก ๆ  อยู่  ถ้าโตขึ้นแล้วจะแก้ไขลำบาก  เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญทางการศึกษาประการหนึ่ง  และหลักการอันนี้ก็ตรงกับคติของไทยที่ว่า  “ไม้อ่อนดัดง่าย  ไม้แก่ดัดยาก”  นั่นเอง

ส่วนการศึกษาของคนทั่วไปนั้น  ล็อคเห็นว่าการเรียนรู้พระคัมภีร์และฝึกฝนอาชีพก็นับว่าเพียงพอแล้ว  นอกจากผู้ที่จะรับหน้าที่สำคัญทางบ้านเมืองหรือทางศาสนา  ก็ควรเรียนเพิ่มเติมให้สูงขึ้น  บทสวดหรือหลักเกณฑ์สำคัญ ๆ  และเรื่องวินัยต่าง ๆ  ทางศาสนาควรท่องจำให้ได้

นอกจากนั้น  ล็อคยังได้ให้คำแนะนำในการอ่านพระคัมภีร์  และการสอนคิดทางศาสนาให้แก่เด็ก  การปรับปรุงการสอนให้ดี  เพื่อเป็นที่สนใจของเด็กให้มากขึ้น  โดยให้เด็กมีโอกาสแสดงความฉลาด  แสดงออกมาตามความต้องการ  ความสนใจและธรรมชาติให้มากขึ้น  ซึ่งถือเป็นเรื่องเสรีภาพของบุคคล  และการสอนให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตัวเองนั้นก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน

แนวความคิดของล็อคในหนังสือ  Thought  Concerning  Education  นับว่าได้ให้ประโยชน์ทางการศึกษา  และการอบรมสั่งสอนเด็กเป็นอย่างดี  คือเน้นถึงเรื่องความสัมพันธ์การสร้างและการส่งเสริมนิสัยที่ดี  การรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล  การระวังรักษาสุขภาพ  พลานามัยของเด็ก  เอกัตภาพของเด็ก  จนถึงแนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบใหม่  ล้วนแต่เป็นความคิดทันสมัยทั้งสิ้น  จึงทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง  ทั้งในวงการศึกษาและการเมือง  ในฐานะนักปฏิรูปการศึกษาคนสำคัญในยุคนั้น  จนได้รับแต่งตั้งเป็น  Commissioner  ของสมเด็จพระราชินีให้มีหน้าที่ดูและการศึกษาของคนยากจน  และให้เป็นผู้รับผิดชอบในการวางโครงการให้การศึกษาแก่บุตรหลานของคนยากจนตามแบบของอังกฤษโดยแนะนำให้คนเหล่านั้นพยายามช่วยเหลือตนเองให้มากขึ้น  ด้วยการฝึกฝนอาชีพให้  ส่วนหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาของเขาอีกเล่มหนึ่ง  ชื่อ  Essaus  on  The  Conduct  of  Guman  Mind  ก็ได้รับความนิยมอย่างสูง  เขาได้วางรากฐานการศึกษาด้านจิตวิทยาแบบใหม่  เข้ามาใช้ศึกษาค้นคว้าเรื่องจิต  และได้วิเคราะห์การกระทำต่าง ๆ  ของมนุษย์ตามแบบวิทยาศาสตร์  ใช้วิธีการตรวจสอบจิตเข้ามาช่วยในการศึกษาเรื่องจิตใจของคนอย่างกว้างขวาง  เขาลงความเห็นว่า  คนเราได้รับความรู้จากภายนอกก็โดยอาศัยระบบประสาทสัมผัส  (Sensory  Experience)  เป็นสื่อนำ  ล็อคย้ำว่าสภาพจิตของคนเราอาจบรรลุถึงหลักความเป็นจริงเช่นเดียวกับหลักสัจธรรมของพระพุทธองค์ได้  โดยอาศัยการศึกษาเป็นรากฐาน  และการศึกษานั้นต้องอาศัยระเบียบวินัยอย่างเข้มงวด  สำหรับเรื่องนี้ล็อคได้นำเอาความคิดและทฤษฎีของเบค็อน  มาสรุปเป็นทฤษฎีใหม่ว่าความรู้ทั้งมวลย่อมได้มาจากการที่ได้พบเห็นและได้ฟังมามาก  และสิ่งใดที่คนเราจะรับเป็นความรู้เอาไว้นั้น  จะต้องทำการทดลองให้เห็นจริงเสียก่อน  โดยผ่านทางประสาทสัมผัส  และประสาทสัมผัสของคนเรานี้เองที่จะเป็นสื่อนำความรู้เข้าไปสู่สภาพจิต  เมื่อจิตได้รับความรู้ก็จะเกิดความคิดความอ่าน  วิจารณญาณ  และจะช่วยให้สติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งขึ้น  เขาจึงได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่  และการศึกษาเรื่องเด็ก  หนังสือของเขามีอิทธิพลต่อการศึกษาและแนวความคิดของชาวอังกฤษ  ทั้งชนชั้นกลาง  และขั้นสูงเป็นอย่างมาก  ทำให้เกิดการปรับปรุงการเรียนการสอนในโรงเรียนสำคัญ ๆ  ของอังกฤษ  เช่น  Public  School  หรือ  Grammar  School  อย่างกว้างขวาง  และโดยที่เขาเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด  ทฤษฎีและปรัชญาการจัดการศึกษาที่เพ่งเล็งและส่งเสริมแต่ลูกผู้ดีมีทรัพย์  และแบบฉบับที่มีวงจำกัดตายตัวในยุคนั้น  ได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามแนวความคิดและทฤษฎีทางการศึกษาของเขาแทบทั้งสิ้น

แม้ว่างานเขียนของเขาจะเน้นหนักไปทางด้านการศึกษาของผู้ดีมีทรัพย์  และลูกขุนนางกับคนชั้นสูงของอังกฤษ  แต่เขาก็ได้ย้ำถึงวิธีการที่จะทำให้ชนชั้นสูงสามารถปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสภาพสังคม  และการเมืองของอังกฤษที่มีท่าทีเหยียดหยามคนจน  และไม่ค่อยให้ความสำคัญของการศึกษาซ้ำยังเห็นว่าโรงเรียนเป็นสถานที่ไร้ค่าสำหรับพวกเขา  ล็อคพยายามย้ำให้คนชั้นสูงหันมาให้ความสนใจในการศึกษาอย่างจริงจังสำหรับคนทุกระดับชั้น

แนวความคิดของล็อคข้อนี้เองมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของอังกฤษจากการศึกษาเพื่อบุตรหลานของพวกผู้ดี  ขุนนางและชนชั้นสูง  มาเป็นการศึกษาเพื่อมวลชนอังกฤษ  ไม่เพียงแต่เท่านั้น  หากยังมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในยุโปอีกด้วย  โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศส  มีนักการศึกษาคนสำคัญ  คือ  รูสโซ  ได้นำเอาความคิดของเขาไปถ่ายทอด  และขยายความให้ชัดเจนยิ่งขึ้น  ยังผลให้เกิดการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส  เมื่อปี  ค.ศ. 1789  ซึ่งถือกันว่าอิทธิพลจากแนวความคิดเรื่องการศึกษานี้เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง  ที่สนับสนุนให้เกิดการปฏิวัติขึ้น


ทรรศนะทางการศึกษาของ  ยัง  ย้าค  รูสโซ  (
Jean  Jaeques  Rousseau  1712-1778)

รูสโซ  ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดทางการศึกษาของนักจิตวิทยา  และนักการศึกษาชาวอังกฤษ  ชื่อ  จอห์น  ล็อค  (John  Locke : ค.ศ. 1632-1704)  โดยรูสโซนำมาเผยแพร่และก่อให้เกิดความคิดในการปรับปรุงการศึกษา  ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น  บรรดาความคิดที่สำคัญมีดังนี้คือ

1.  เลิกใช้อำนาจบังคับมาให้เหตุผลและการค้นคว้าทดลอง

2.  ควรจัดการศึกษาให้เหมาะกับความสามารถและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของเด็กให้มากที่สุด  เด็กแต่ละคนในระดับอายุต่าง ๆ  ย่อมมีความสนใจและความถนัดต่างกัน  จึงควรจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับความถนัดและความสนใจของเด็กด้วย
3.  การสอนจะต้องให้ผ่านประสาทสัมผัส  หรือให้เด็กรู้จักใช้ประสาทสัมผัสทุกทางมิใช่สอนให้เด็กท่องจำเพียงอย่างเดียว  ซึ่งจะทำให้เด็กไม่รู้จักคิด  ไม่รู้จักเหตุผล  และไม่กล้าตัดสินใจด้วยตนเอง
4.  ควรเลิกใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือของศาสนา
5.  ควรสอนให้เด็กรู้จักคิด  รู้จักตั้งคำถามตามความสนใจ และธรรมชาติของเด็ก  และให้เรียนรู้ตามความต้องการของเขา  ไม่ควรมุ่งเน้นเฉพาะทางด้านอักษรศาสตร์  และภาษาเท่านั้น  แต่ควรให้เด็กได้มีโอกาสเรียนวาดเขียน  สนทนา  ดนตรีและละครด้วย  นอกจากนั้นทางด้านพลศึกษาและสุขภาพของเด็กก็เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก
6.  การสอนให้เด็กเรียนรู้ตามธรรมชาตินั้น  วิชาภูมิศาสตร์และวิทยาศาสตร์เบื้องต้นมีความสำคัญมากที่จะต้องให้เด็กได้เรียนรู้
7.  ควรถือความสำคัญที่ตัวเด็กมากกว่าวิชาความรู้  ให้เด็กได้เจริญทางด้านร่างกาย  ความรู้ความคิดความอ่าน  ตลอดจนด้านศีลธรรม  จรรยามารยาท  และควรส่งเสริมให้เด็กรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม
8.  ไม่ควรจำกัดให้เด็กต้องเรียนรู้แค่นั้นแค่นี้  ถ้าเด็กสามารถเรียนได้ก็ต้องสนับสนุนให้เรียนและไม่ควรแบ่งชั้นวรรณะ
9.  การศึกษาควรมุ่งส่งเสริมชีวิตในโลกนี้  มิใช่เพ่งเล็งไปถึงชีวิตในโลกหน้า

อิทธิพลของรูสโซในด้านการศึกษา

ด้วยเหตุที่รูสโซให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาตามแนวธรรมชาติ  และมีความสนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ  ทฤษฎีของเขาจึงเพ่งเล็งถึงเรื่องธรรมชาติเป็นสำคัญ  ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้คือ

1.  การศึกษาเป็นขบวนการทางธรรมชาติ  มิใช่เป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมา
2.  ความรู้ย่อมเกิดขึ้นจากตัวผู้เรียนเอง  จะบรรจุให้จากภายนอกไม่ได้
3.  สัญชาติญาณของมนุษย์เป็นตัวทำให้เกิดความรู้ขึ้น
4.  ความสามารถในการเรียนรู้มีอยู่ในตัวของมนุษย์แล้ว  มิใช่เกิดขึ้นเพราะได้รับการบอกเล่าจากผู้อื่น

หลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้  แตกต่างจากแนวความคิดของนักการศึกษาคนอื่น ๆ  ในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง  ความคิดโดยทั่วไปในสมัยนั้น  ถือว่า  วัตถุประสงค์ของการศึกษา  ถือการสร้างสรรค์ธรรมชาติของเด็กให้เกิดขึ้นมาใหม่ตามระเบียบแบบแผนที่โลกนิยม  และยังคิดกันว่าตัณหาและความอยากของมนุษย์  เป็นเรื่องชั่วร้ายควรขจัดให้หมดสิ้นไป  ความรู้สึกทางประสาทสัมผัสของมนุษย์เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน  ไม่ควรยึดถือเป็นรากฐานการเรียนรู้  ความคิดเหล่านี้  รูสโซไม่เห็นด้วยและได้คัดค้านอย่างเต็มที่เขาเห็นว่า  เป็นความคิดที่ทำลายความตั้งใจที่มีอยู่ตามธรรมชาติของเด็ก  เพื่อที่จะเสกสรรปั้นเด็กให้ปฏิบัติตามระเบียบแผนใหม่  ซึ่งมิได้เป็นแบบธรรมชาติ

ความเห็นทางการศึกษาของรูสโซนั้นค่อนข้างจะรุนแรงมาก  รูสโซไม่เห็นด้วยกับการหลอกลวงของโรงเรียนในสมัยนั้น  ซึ่งเป็นเหตุให้เด็กถูกอบรมสั่งสอน  ให้ปฏิบัติเหมือนผู้ใหญ่ทำให้การศึกษาไร้ความหมาย  วิธีการสอนของครูไม่ดีพอ  ไม่เป็นไปตามธรรมชาติและมุ่งเน้นไปทางด้านศาสนา  กับยึดถือตำรามากเกินไป  ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก

หลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาในสมัยนั้นมีอยู่ว่า  จิตของมนุษย์ย่อมมีองค์ประกอบหรือส่วนต่าง ๆ  จำนวนหนึ่ง  แต่ละส่วนมีหน้าที่แตกต่างกันและมิได้ต่อเนื่องกัน  ครูมีหน้าที่จะต้องขัดเกลาและส่งเสริมจิตแต่ละส่วนของเด็กให้ทำหน้าที่ของมันได้สมบูรณ์  ส่วนของจิตที่มีความสำคัญมากที่สุด  คือความรู้จักเหตุผล  ซึ่งจะต้องทำให้เจริญขึ้นโดยให้เรียนคณิตศาสตร์  และตรรกวิทยา  แต่จิตส่วนต่าง ๆ  นั้นยังขึ้นอยู่กับความจำเป็นสำคัญ  ดังนั้นครูจะต้องส่งเสริมความจำของเด็กให้มั่นคง  วิธีส่งเสริมความจำของเด็กก็คือการให้ท่องจำ  โดยเห็นว่าความจำจะช่วยสนับสนุนให้เกิดขึ้นรู้ขึ้น  ในทางสังคมสมัยนั้นถือกันว่า  เด็กก็คือผู้ใหญ่ตัวเล็ก ๆ  หรือเป็นผู้ใหญ่ที่ถูกย่อส่วนให้เล็กลง  การสอนจึงควรสอนอย่างผู้ใหญ่  แม้แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็ก  ก็มีการส่งเสริมให้อยู่อย่างผู้ใหญ่  ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา  การแต่งตัว  การกินอยู่  ฯลฯ  ความคิดเหล่านี้ได้รับการคัดค้านจากรูสโซอย่างรุนแรง  เขาเห็นว่า  การศึกษาคือกระบวนการอย่างหนึ่งที่จะต้องค่อยเป็นค่อยไปทีละขั้นตอนตามระยะของมัน  และจะต้องเป็นไปติดต่อกันตลอดจนชั่วชีวิต  ฉะนั้นต้องปฏิบัติเช่นเดียวกับการเจริญเติบโตของชีวิต  จะหน่วงเหนี่ยว  หรือเร่งให้เจริญขึ้น  เหมือนต้นไม้  เมื่อต้องการให้มีผลเร็ว  ก็เร่งใส่ปุ๋ยนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้  วิธีที่ถูกต้องคือ  ต้องปล่อยให้ความเจริญ  และความรู้ของเด็กงอกงามขึ้นภายในจิตใจของเด็กตามธรรมชาติโดยให้เด็กรู้สึกสนุกสนานและชื่นชมกับการเรียน  มองเห็นประโยชน์  รู้จักเหตุผล  และรู้สึกว่าการเรียนรู้คือทางสายเดียวกับการดำรงชีวิต  การให้วิชาความรู้แก่เด็ก  รูสโซถือว่าเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนที่จะต้องสรรหาวิธีสอนให้เด็กเกิดความรู้สึกว่า  วิชาต่าง ๆ  เป็นของง่าย  การสอนเด็กเช่นเดียวกับการสอนผู้ใหญ่นั้น  เด็กเข้าใจได้ยาก  เพื่อเป็นการฝึกประสาทของเด็ก  ครูจะต้องหาของจริง  และประสบการณ์ที่มีตัวตน  มองเห็นได้  มาสอนเด็ก  เมื่อเด็กอ่านหนังสือ  แต่คิดไม่เป็น  เด็กก็จะได้เฉพาะการอ่านเท่านั้น  จะไม่มีความรู้อะไรเข้าสมองเลย  เพียงแต่เรียนรู้ให้รู้จักถ้อยคำโดยที่ไม่รู้ความหมายของถ้อยคำนั้น  จึงไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด

รูสโซแนะนำให้ครูใช้วิธีสอนโดยการปฏิบัติให้มาก  และสิ่งที่จะละเว้นมิได้คือการสอนนอกห้องเรียน  เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสทำงานนอกห้องเรียน  ได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติวิชาที่จำเป็นต้องสอนนอกห้องเรียน  เช่น  วิชาวิทยาศาสตร์  ภูมิศาสตร์  และพฤษศาสตร์  เป็นต้น

รูสโซถือว่าการเรียนรู้มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวของเด็กนั้นเอง  กฎเกณฑ์ต่าง ๆ  ที่นักการศึกษากำหนดขึ้นเกี่ยวกับตัวเด็กนั้น  ก็ได้มาจากการสังเกตพฤติกรรมต่าง ๆ  ของเด็ก  เช่น  อากัปกิริยา  ความเคลื่อนไหว  ความเจริญเติบโต  ฯลฯ  หลักการศึกษาของรูปโซก็ได้มาจากวิธีนี้  ดังนั้น  การจัดการศึกษาให้แก่เด็กแต่ละระดับอายุนั้น  จะต้องเป็นไปในลักษณะของการนำความเจริญมาให้เด็กให้เหมาะสมกับอายุ  สำหรับด้านจิตวิทยาการศึกษานั้น  ก็ถือได้ว่ารูสโซเป็นต้นคิดในเรื่องนี้  เพราะรูสโซเป็นนักศึกษาคนแรกที่กล่าวถึงเรื่องสัญชาติญาณ  และลักษณะอื่น ๆ  ของจิตตามธรรมชาติเขาเห็นว่าการศึกษาเป็นขบวนการธรรมชาติ  คือเริ่มจากสัญชาติฐาณของมนุษย์  แล้วจึงสืบสาวเรื่องอื่น ๆ  นอกจากนั้นทางด้านวิทยาศาสตร์  ก็ถือว่ารูสโซเป็นต้นคิดในข้อที่ว่าเนื้อหาของวิชาต่าง ๆ  นั้นจะต้องรวมเอาสภาพธรรมชาติ  หรือปรากฏการณ์และความจริงของธรรมชาติมาสัมพันธ์กันให้เด็กได้เรียนรู้  แนวความคิดของรูสโซในหนังสือ  เอมีล  (E’mile)  นั้นถือได้ว่า  เป็นการเสนอความคิดใหม่ทางการศึกษาอย่างกว้างขวาง  โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อ  รูสโซไม่เห็นด้วยกับการสอนให้ชื่อคัมภีร์ทางศาสนาอย่างงมงาย  หรือนับถือกษัตริย์ว่าเป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์และเลอเลิศกว่าสิ่งใดทั้งหมด  หนังสือเล่มนี้เป็นรากฐานของการปฏิวัติแผนการศึกษา  ซึ่งมีผลต่อความคิดความอ่านของคนในสมัยศตวรรษที่  19  และหนังสือเล่มนี้เองที่สภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศสในสมัยนั้นไม่พอใจ  ถึงกับได้ออกกฤษฎีกาประณามและสั่งให้จับกุมรูสโซ  และยัง  ได้รับการต่อต้านจากบรรดานักบวชในคริสศาสนาอย่างรุนแรง  ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  ในฝรั่งเศสมีคำสั่งห้ามนำหนังสือเล่มนี้ไปสอนพวกนักศึกษาโดยเด็ดขาด  และสั่งให้เก็บมาเผาเป็นจำนวนมาก  แต่ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้  กลับให้ผลในทางตรงข้าม  คือ  ยิ่งได้รับการต่อต้านมากเท่าไร  เท่ากับช่วยโฆษณาชื่อเสียงของรูสโซ  ให้แพร่กระจายมากขึ้นเท่านั้น  และกระตุ้นให้คนสนใจหามาอ่านและศึกษามากขึ้น  หนังสือเอมีลจึงได้รับการแปลออกเป็นภาษาต่าง ๆ  หลายภาษา  และได้รับการพิมพ์หลายต่อหลายครั้งทั่วยุโรป

ความคิดทางการศึกษาของรูสโซ  ได้กลายเป็นขุมพลังสร้างเสริมให้นักการศึกษา  ในสมัยศตวรรษที่  19  นำมาแต่งเติมเสริมต่อเป็นหลักการศึกษาให้สอดคล้องกับยุคสมัยอย่างกว้างขวาง  และยังทำให้วงการศึกษามีนักการศึกษาคนสำคัญเพิ่มขึ้นอีกหลายคน  เช่น  โยฮัน  เบสดาว  (Johann  Basedow)  เปสตาลอสซี  (Pestalozzi)  และแฮบาร์ต  (Herbart)  เป็นต้น

จุดมุ่งหมายของการศึกษา

1. มุ่งศึกษาสิ่งที่เป็นวัตถุ (A study of matter) แนวคิดด้านปรัชญาของสัจจนิยมเห็นว่าโลกนี้ถือเอาวัตถุ (matter) เป็นความจริงสูงสุดดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้นจุดมุ่งหมายของการศึกษาของสัจจนิยมจะให้ความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิต จะเห็นได้จากแนวคิดของอริสโตเติลซึ่งเป็นศิษย์ของเพลโตแต่แนวคิดต่างตรงที่ เพลโตมุ่งหาความจริง (truth) ในโลกของจิต แต่อริสโตเติลมุ่งหาข้อเท็จจริง (Fact) ในโลกของวัตถุ การศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวัตถุนั้น ไม่ใช่เฉพาะความรู้จริงทางผัสสะเท่านั้น  แต่ยังโยงความจริงทางด้านผัสสะเหล่านั้นไปสู่การคิดหาเหตุผล การค้นหาความจริงโดยวัตถุ หรือความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ทั้งนี้มิใช่เห็นว่าความรู้จากการประจักษ์เป็นความรู้ที่ถูกต้องแน่นอน แต่ต้องนำความจากการประจักษ์มาคิดหาเหตุผลโดยโยงข้อเท็จจริงเหล่านั้นไปสู่คำถามทางปรัชญา เช่น นักวิทยาศาสตร์พบเปลือกหอยบนชายหาด จะทำการตรวจสอบความละเอียด เช่น ขนาด รูปร่าง น้ำหนัก จะทำให้ได้ความรู้ที่ลึกซึ้งกว่า เพราะนอกจากจะรู้น้ำหนักแล้ว ขนาด รูปร่างแล้ว ยังสามารถที่จะนำข้อมูลดังกล่าวศึกษาค้นคว้าถึงถิ่นกำเนิด และธรรมชาติของหอยได้อีกด้วย นักวิทยาศาสตร์พยายามจะศึกษาดวงจันทร์ โดยการส่งยานอวกาศขึ้นไปศึกษาอย่างละเอียดโดยการถ่ายภาพของดวงจันทร์ไว้อย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงเพราะนักวิทยาศาสตร์อยากรู้เฉพาะ ขนาด รูปร่าง และน้ำหนักของดวงจันทร์เท่านั้น แต่ยังนำข้อมูลดังกล่าวเป็นแนวทางหรือพื้นฐานในการค้นคว้าต่อไป เพื่อหาความรู้เกี่ยวกับจุดกำเนิดของจักรวาล ความเป็นไปได้ในการที่มนุษย์จะใช้ชีวิตบน
ดวงจันทร์ เป็นต้น วิธีการหาความรู้แบบนี้ เรียกว่า การสืบค้นแบบวิทยาสตร์ (scientific inquiry)

Fancis Bacon เป็นคนแรดที่ริเริ่มการหาความรู้ แบบวิทยาศาสตร์ คือ วิธีอุปมาน (inductive) การรวบรวมข้อมูลจากการปฏิบัติการทดลองจากส่วนย่อย แล้วสรุปเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาค้นคว้าต้องยึดธรรมชาติเป็นหลัก การหาความรู้โดยการคิดหาเหตุผลอย่างเดียวอาจผิดพลาดได้ การที่จะรู้ว่าความรู้นั้นถูกต้อวงหรือไม่ ต้องทดสอบด้วยความรู้ด้านประสบการณ์ (Empiricism) John Loocke สนับสนุนประสบการณ์นิยม เขาเห็นว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ไม่มี nate idea คือความรู้โดยกำเนิด มนุษย์เกิดมาว่างเปล่าความรู้และความคิดได้มาจากประสบการณ์ภายหลัง ความคิด (idea) ต้องผ่านการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ว่าถูกต้องหรือไม่ ถ้าตรวจสอบไม่ผ่านความคิดนั้นก็เป็นแค้สมมติฐาน (hypothesis) เท่านั้น

2. มุ่งศึกษาเพื่อการมีชีวิตอยู่รอด (study for Survival)  หรือเพื่อการดำรงชีวิต สัจจนิยมสนับสนุนวิธีการแบบวิทยาศาสตร์เพื่อมนุษย์จำเป็นจะต้องรู้ความเป็นไปได้ของโลกเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต Herbert Spenser นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์สังคมของอังกฤษแห่งศตวรรษที่ 19 เห็นว่า เป้าหมายพื้นฐานของการศึกษา คือการที่ให้มีการดำรงชีวิตอยู่และเป็นส่วนหนึ่งของสังคม การเรียนรู้เกี่ยวกับการควบคุมธรรมชาติ เพื่อการมีชีวิตอยู่ เริ่มตั้งแต่สังคมโบราณที่มนุษย์ตกเป็นเหยื่อของภัยธรรมชาติและการยึดเอาความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น ความเชื่อที่ว่าน้ำท่วมเกิดจากการทำผิดต่อพระเจ้าทำให้พระเจ้าพิโรธ เราจำเป็นต้องพัฒนาความรู้เพื่อควบคุมธรรมชาติให้ได้ เพื่อความอยู่รอด นักสัจจนิยมเชื่อว่าวิธีวิทยาศาสตร์ทำให้เราสามารถเข้าใจธรรมชาติและสามารถควบคุมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้

3.  มุ่งพัฒนาความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สัจจนิยมเชื่อว่า การศึกษาในโลกของวัตถุ ทำให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเห็นได้จากในสหรัฐอเมริกามีโรงเรียนเทคนิคและสถาบันเทคโนโลยีต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เช่น สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมซซาจูเซส (Massachsetts Institute of Technology) เป็นสถาบันค้นคว้าทางด้านเทคโนโลยีแห่งอเมริกา สาเหตุที่อเมริกาหันมาสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้นเพราะประเทศรัสเซียส่งยานอวกาศ Sputnik I ขึ้นสู่อวกาศในปี 1957 นักวิเคราะห์ทางการศึกษาหลายคนของอเมริกา เช่น นายพล Hyman Rickover เห็นว่าการศึกษาของอเมริกาขณะนั้นยังต้องปรับปรุงอีกมาก โดยปรับปรุงวิชาพื้นฐาน เพิ่มรายวิชาเรียนวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ จุดประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ให้เท่าทันรัสเซียนั่นเอง และเห็นว่าการศึกษาของอเมริกา ควรยึดการจัดการศึกษาแบบประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะสหรัฐสมัยนั้น ยังขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แม้ John Dewey จะคิดทฤษฎีการศึกษาก้าวหน้านิยม (progressivism) ก็ไม่ลึกซึ้งเพียงพอที่จะแก้ปัญหาได้ ในทางตรงกันข้ามทฤษฎีของ Dewey อาจเป็นการเสี่ยงในการที่อันตรายกับเด็กได้ เพราะทฤษฎีของ Dewey ขาดระเบียบวินัยที่ปลูกฝังให้เด็ก
นักวิจารณ์อีกคนหนึ่งคือ Max Rafferty เขียนหนังสือชื่อ Shffer Little hildren เป็นหนังสือที่แพร่หลายที่สุดในสมัยนั้น การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งสำคัญในเนื้อหาหนังสือดังกล่าวนั้น เขาเห็นว่าสมควรที่จะยกเลิกศาสนา ลัทธิชาตินิยม และทุนนิยม ในหลักสูตรการศึกษาของสหรัฐอเมริกาได้แล้ว (การศึกษาในสหรัฐอเมริกาสมัยนั้นยึดพื้นฐาน 3 R’S) ได้มีกลุ่ม Council for Basic Education โดยมี James Koener เป็นโฆษกของกลุ่ม เสนอให้เพิ่มวิชาพื้นฐานวิชา 3 RS ว่าเป็นการสกัดกั้นอัจฉริยภาพของเด็ก เด็กที่ฉลาดควรได้รับการสนับสนุนให้เขามีสามารถเฉพาะด้าน มิใช่จุดให้เขายอมรับตัวเองแค่ระดับกลาง (average) ได้ให้เรียนวิชาอ่าน เขียน เลขคณิต เท่านั้น
ระหว่างปี 1983 – 1984 มีรายงานเกี่ยวกับการศึกษาหลายฉบับซึ่งย้ำว่าการศึกษาในสหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในภาวะที่ต้องแก้ไขอย่างรีบด่วน รายงานฉบับสำคัญที่ทำให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางคือ A Nation At Risk เขียนโดย Terrel H. Bell อดีตเลขาธิการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เสนอให้โรงเรียนมัธยมในสหรัฐอเมริกาจัดหลักสูตรใหม่ดังนี้ คือ นักเรียนต้องเรียนภาษาอังกฤษ 4 ปี คณิตศาสตร์ 3 ปี วิทยาศาสตร์ 3 ปี  สังคมศึกษา 3 ปี และคอมพิวเตอร์ ปีครึ่ง ส่วนหลักสูตรระดับวิทยาลัยเพิ่มการเรียนภาษาต่างประเทศ 2 ปี ครูต้องได้มาตรฐาน มีความรู้ความสามารถ และมีความถนัดในรายวิชาที่ถนัดในรายวิชาที่สอน มีความสามารถในการสาธิต (demonstrated Competence) ผู้บริหารต้องมีความสามารถสูงในการบริหารการศึกษา

4. มุ่งฝึกทักษะ  สัจจนิยมไม่เพียงแต่มุ่งหาข้อเท็จจริง (fact) โดยละเลยการแก้ปัญหาและการจัดกิจกรรมเพื่อให้เกิดประสบการณ์เพื่อการแก้ปัญหา และการจัดประสบการณ์นั้นจะต้องสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อทำให้เด็กได้ความรู้และทักษะ ดังนั้นสถาบันอุดมศึกษาจึงจำเป็นต้องสอนเด็กให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน เพื่อเป็นการเสริมพัฒนาการของเด็ก ให้ได้รับความรู้ที่ลึกซึ้งในแต่ละสาขาวิชา เพื่อให้เกิดทักษะอย่างแท้จริง ถึงแม้สัจจนิยมจะเน้นเฉพาะสาขาวิชา แต่ก็ไม่ได้ละเลย วิชาชีพพื้นฐานด้านศิลปะศาสตร์ Whitehed นักสัจจนิยมยุคใหม่เห็นว่าการศึกษาขั้นต้นจำเป็นที่ต้องเรียนวิชาสารัตถศึกษา แต่วิชาการเรียนต้องเรียนรู้เพื่อที่จะนำปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคมด้วย

5. มุ่งฝึกลักษณะนิสัยโดยการเรียนวิทยาศาสตร์ Herbert Spencer กล่าวว่า “วิทยาศาสตร์เป็นบ่อเกิดของความรู้ด้านศีลธรรมและความรู้ที่ทำให้เกิดปัญญา เพราะคนที่เรียนวิทยาศาสตร์ต้องเป็นคนที่มุ่งคุณธรรม เสียสละและกล้าหาญ ดังนั้นการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือเน้นการเรียนรู้แบบฝึกปฏิบัติทำให้เด็กได้ฝึกลักษณะนิสัยในเรื่องความมีระเบียบวินัยด้วย” จากข้อความที่กล่าวทั้งหมดจะเห็นได้ว่า สัจจนิยมเห็นด้วยกับการศึกษาที่มีพื้นฐานทั้งวิชาที่เป็นสารัตถะ (essentials) และวิชาที่ปฏิบัติ (practical) ดังนั้นหลักสูตรของสัจจนิยมจะเรียนด้านภาษาศิลปศึกษา และวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน

วิธีการศึกษา (Methods of Education)

1. วิธีสังเกตและทดลอง (observation and experimentation) การศึกษาคือการมุ่งหาข้อเท็จจริง (fact) โรงเรียนควรสอนความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงทั่วๆ ไป โรงเรียนที่ดีควรมีอุปกรณ์และวิธีการสอนที่ทำให้เด็กสนุกสนานและน่าสนใจ วิธีการหาข้อเท็จจริงต้องให้เด็กได้สังเกต ปฏิบัติและทดลองด้วยตัวเองตามแนวคิดสัจจนิยม ข้อเท็จจริงที่เด็กเรียนนั้นจะเน้นทางด้านวิทยาศาสตร์ นักสัจจนิยมในปัจจุบัน เน้นปลูกฝังให้ผู้เรียนเนนักวิทยาศาสตร์ จะเห็นได้จาก Hyman Rickover และ James Bryant Canant สนับสนุนการศึกษาพื้นฐานที่เน้นเกี่ยวกับวิชาเทคนิคเพื่อมุ่งสู่การศึกษาเพาะด้านโดยเพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์
สัจจนิยมไม่เน้นที่บุคลิกภาพของครู แต่มุ่งที่ความสามารถของครูในการใช้เทคนิควิธีการสอนที่จะเน้น
เด็กนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม

2. สัจจนิยมเห็นด้วยกับวิธีการสอนแบบบรรยาย ในการสอนที่จะให้เด็กเห็นคุณค่า (value) และการสำนึกแห่งตน (self realization) นั้นสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้น  เมื่อนักเรียนได้รับรู้เกี่ยวกับโลกภายนอก (ประสบการณ์) และต้องเป็นการจัดการเรียนรู้ที่แท้จริง วิธีการสอนแบบบรรยายเป็นวิธีที่ทำให้การจัดลำดับความรู้บรรลุจุดประสงค์การ เรียนรู้ได้ โดยเฉพาะการสอนในเรื่องที่จะให้เด็กเห็นคุณค่าและการสำนึกแห่งตน การสอนแบบบรรยายทำให้เด็กรู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ เช่น การรับประทานอาหารได้ถูกวิธี เชื้อโรคและสาเหตุของโรค การป้องกัน ภัยธรรมชาติและข้อเท็จจริงเหล่านี้มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันของมนุษย์ ฉะนั้นมนุษย์จะมีชีวิตอยู่ปราศจากข้อเท็จจริงไม่ได้เลย

3. วิธีการเรียนเน้นให้เด็กเกิดความสนุกสนานและมีประโยชน์ ล๊อค(Locke) เชื่อว่าการเล่นช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ครูต้องเป็นผู้ที่รู้จิตวิทยาของเด็กเป็นอย่างดีและหาวิธีการที่จะทำให้เด็ก ไม่เบื่อในบทเรียน เด็กควรถูกกระตุ้นให้เกิดความอยากเรียนมากขึ้นโดยการเสริมแรงในด้านบวกและ ไม่ควรฝืนธรรมชาติของเด็ก  สัจจนิยมเห็นว่า ควรจัดกิจกรรมและใช้เทคนิคให้เด็กเกิดความสนุกสนาน แต่มิได้หมายความว่าละเลยระเบียบวินัย เด็กควรได้รับการอบรมระเบียบวินัยอย่างใกล้ชิดและในบางครั้งถ้าจำเป็นก็ต้อง ลงโทษเด็กบ้าง จะสังเกตเห็นว่าโรงเรียนในปัจจุบันยังยึดสัจจนิยมอยู่มากในเรื่องความมี ระเบียบวินัย เช่น มีสัญญาณออดให้นักเรียนเข้าแถวก่อนเข้าชั้นเรียน กำหนดเวลาเรียนในแต่ละคาบ

Whitehead เสนอวิธีเรียนแบบ “rhythemic” โดยแบ่งเด็กเป็น 3 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1 อายุ 3-14 ปี ควรเป็นการศึกษากว้างๆเกี่ยวกับวามรู้ทั่วๆไป เพื่อรับประสบการณ์ใหม่ๆ
ระดับที่ 2 อายุ 14-18 ปี เป็นขั้นที่ใช้ความแม่นยำ เรียนรู้ที่จะปฏิบัติตามระเบียบวินัยกฏเกณฑ์
เริ่มเรียนวิชาเฉพาะ สาขา
ระดับที่ 3 อายุ 18-22 ปี เน้นความสามารถขอแงแต่ละคนในการที่จะนำความรู้ไปใช่ในชีวิตประจำ

Looke และ Whitehead ยึดวิธีการศึกษา แบบการจัดประสบการณ์ตามธรรมชาติและความสนใจของเด็กกระตุ้นให้เด็กอยากเรียน การสอนมีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งขั้นตอนการสอนกำหนดเป็น 5 ขั้น โดยนักการศึกษา คือ Herbart ดังนี้

ขั้นที่ 1 ขั้นเตรียม (preparation) เป็นขั้นเร้าหรือกระตุ้นให้เกิดความสนใจในบทเรียนและมีความอยากรู้อยากเห็น โดยครูต้องรื้อฟื้นความรู้หรือประสบการณ์เดิมของเด็กที่ได้รับมาแล้ว เพื่อให้มีความพร้อมที่จะรับความรู้ใหม่ ครูต้องเรียงลำดับความรู้เก่าของเด็กให้ดี เพื่อจะได้เป็นเครื่องชักจูงจิตใจของเด็กให้สนใจความรู้ใหม่ และเพื่อเตรียมตัวเด็กที่จะรับรู้ใหม่
ขั้นที่ 2 ขั้นตอน (presentation) เมื่อเด็กมีความสนใจที่จะเรียนวิชาความรู้ใหม่แล้ว ครูก็เริ่มสอนให้ความรู้ใหม่ โดยจัดวางระเบียบของความรู้ใหม่ที่คิดว่าเหมาะสมและจำเป็นที่เด็กต้องเรียนรู้อธิบายซักถาม และซักจูงด้วยวิธีต่างๆ เพื่อให้เด็กมองเห็นรูปร่าง เค้าโครงของความรู้ใหม่ จนเกิดความสนใจและสามารถตอบคำถามได้ หากเด็กยังเข้าใจครูต้องแบ่งเนื้อหาออกเป็นข้อๆอย่างละเอียดอาจให้นักเรียนช่วยกันอภิปรายถกเถียงปัญหากันแล้วเก็บรวบรวมความรู้ตามลำดับข้อ โดยพยายามให้เกี่ยวโยงกับความรู้เก่าของเด็กด้วย การสอนที่จะทำให้เด็กเข้าใจได้ดีขึ้นอยู่กับวิธีและเทคนิคการสอนของครู นอกจากนั้นก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และความสามารถในการรับรู้ของเด็ก ซึ่งสิ่งนี้จำเป็นที่ครูต้องคำนึงถึงตลอดเวลา
ขั้นที่ 3 ขั้นทบทวน (Association) ครูต้องนำเอาความรู้ใหม่มาประสานสัมพันธ์กับความรู้เดิมของนักเรียน ให้เด็กมองเห็นความแตกต่างหรือความคล้ายคลึง หรือความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับความเดิมกับความรู้ใหม่ ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจในบทเรียนให้แจ่มแจ้งขึ้น จนสามารถทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ต่างๆได้เป็นอย่างดี การประสานสัมพันธ์ความรู้ใหม่กับความรู้เก่านี้ เด็กจะต้องใช้ความคิดหรือจินตนาการ

ขั้นที่ 4 สรุป (Formulation หรือ Generalization) ครูนำความรู้ใหม่ที่ถ่ายทอดให้เด็กไปแล้วนั้นมาวางเป็นกฎเกณฑ์ให้แก่เด็ก หรือนำมาสรุปเป็นข้อๆ เพื่อให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นและสามารถจดจำได้เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้

ขั้นที่ 5 ขั้นใช้ (application) ครูจะนำความรู้ใหม่ที่ได้สรุปไว้แล้วหรือที่เด็กเรียนรู้เข้าใจดีแล้วมาให้เด็กใช้ เช่น การให้ทำแบบฝึกหัด เป็นต้น ด้วยวิธีนี้ความรู้หรือสติปัญญาของเด็กก็จะพัฒนาขึ้น ประกอบขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของความรู้เดิมและสมองสามารถจดจำได้เมื่อครูแนะนำให้หรือนำทางให้มอยู่มาก ในบ้างและเด็กมีประสบการณ์ใหม่เพิ่มเติมบ้าง ก็สามารถที่จะนำความรู้ใหม่นี้ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้
สัจจนิยมเห็นว่า แม้ว่าวิธีการเรียนควรจัดกิจกรรมและใช้เทคนิคให้เด็กเกิดสนุกสนานแต่มิได้หมายความว่าละเลยระเบียบวินัย เด็กควรได้รับการอบรมระเบียบวินัยอย่างใกล้ชิดและในบางครั้งถ้าจำเป็นก็ต้องลงโทษเด็กบ้าง ตะสังเกตเห็นว่าโรงเรียนในปัจจุบันยังยึดสัจจนิยม กำหนดเวลาเรียนในแต่ละคาบ กำหนดตารางสอนในแต่ละหมวดวิชา กำหนดหลักสูตรเฉพาะสาขาวิชา

4. วิธีการศึกษาของสัจจนิยมฝ่ายศาสนา (religious realism) สอนให้เด็กมีความรู้เพื่อที่จะให้เข้าถึงความจริง (truth) หรือพระเจ้า (God) ดังนั้นหน้าที่ของครูคือนำเทคนิควิธีการสอนที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้โลกและ วัตถุ นำความรู้ที่ได้มาใช้เพื่อให้เข้าถึงเนื้อหาภาวะสูงสุด (ultimate) ในโรงเรียนบางแห่งนักเรียนจะเรียน ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เน้นเนื้อหาวิชาเพื่อพัฒนาลักษณะนิสัยให้เป็นคนดีมีศีลธรรม สัจจนิยมที่ไม่เกี่ยวกับศาสนา (secular realism) สอนเด็กให้มีความรู้ โลกของวัตถุนำความรู้ที่ได้มาใช้เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีเกิดความก้าวหน้าด้านอารยธรรม (civilization) สังเกตเห็นว่าแม้วิธีการศึกษาของสัจจนิยม ทั้งสองแนวคิดจะเหมือนกันคือ ศึกษาโลกแห่งวัตถุ แต่จุดมุ่งหมายของการศึกษาแตกต่างกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากลุ่ม secular จะละเลยต่อการเรียนรู้ในด้านคุณค่า secular เน้นว่าการที่จะดูว่าเด็กมีพัฒนาการด้านคุณค่าหรือไม่นั้นดูได้จาก การที่เด็กสามารถปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติและจักรวาล จริยศาสตร์ที่ดีที่สุด คือ กฎเกณฑ์จริยศาสตร์ที่ทำให้เราปรับตัวเข้ากฎแห่งจักวาลได้ สัจจนิยมในปัจจุบันให้ความสำคัญของการค้นคว้าวิจัยด้าน  วิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก และเริ่มมีการพัฒนาอย่างจริงจังเมื่อ ปี ค.ศ. 1900  ซึ่งได้พัฒนาความรู้และการสอนจิตวิทยา ฟิสิกส์ และพัฒนาวิธีการใช้แบบทดสอบต่างๆ เช่น IQ Test, Standardized achievement Test, Compentency Test (ข้อสอบเพื่อทดสอบสมรรถนะ) หลักสูตรมุ่งหมายส่งเสริมทางด้านการค้นคว้าวิจัย และเทคโนโลยีสารสนเทศ การพัฒนาการเรียนการสอนครั้งล่าสุดได้มีการนำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์มาใช้อย่างกว้างขวาง

5. การจัด Workshop, Case Studies และ Laboratories เพื่อให้นักเรียนสามารถรวบรวมข้อมูลที่ต้องการได้ (กิติมา  ปรีดีดิลก.   2521 : 17)
ตัวอย่าง มหาวิทยาลัย เซนต์ จอห์น ได้จัดการเรียนการสอนโดยเน้นปรัชญาสัจจนิยมดังนี้
1. ธรรมชาติพื้นฐานของมนุษย์ย่อมเหมือนกันในทุกกาลเทศะ การจัดการศึกษาควรจะเหมือนกันสำหรับทุกคน
2. สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ คือ สติปัญญา การศึกษาจึงควรมุ่งพัฒนาสติปัญญา และความมีเหตุผล มนุษย์มีเสรีภาพ และความผิดชอบ
3. การศึกษามุ่งให้ผู้เรียนเข้าถึงสัจจะหรือความเป็นจริงแท้ที่ไม่เปลี่ยนแปลงการศึกษามิได้เป็นไปเพื่อสอนให้คนปรับตัวเข้ากับสังคม หากปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงที่นิรันดร์  ฮัชชินส์ กล่าวว่า การศึกษาหมายถึงการสอน การสอนหมายถึงความรู้ ความรู้หมายถึงความจริง เพราะฉะนั้นการศึกษาย่อมเหมือนกันทุกแห่งหน
4. การศึกษาไม่ใช่การเอาอย่างชีวิตหรือเลียนแบบชีวิต หากเป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต จะว่าโรงเรียนเป็นดังชีวิตจริงนั้นไม่ได้และไม่ควรเป็น หากเป็นโลกที่สมมติขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนให้เข้าถึงสิ่งประเสริฐสุดต่างหาก
5. นักเรียนควรเรียนรู้วิชาพื้นฐานบางประการ เพื่อจะได้รู้ถึงสิ่งซึ่งรู้แท้จริงและถาวรที่สุดในโลก ไม่ควรเห่อเรียนตามสมัยนิยม หรือเรียนในสิ่งที่คนวัยนั้นสนใจเท่านั้น หากต้องเรียนวิชาหลักที่จะพัฒนาผู้เรียนทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย
6. วิชาหลักที่ควรแก่การศึกษาคืองานนิพนธ์ในหนังสือ “Great books” ได้แก่งานนิพนธ์ที่สำคัญๆทางวรรณคดี ปรัชญา ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพราะนี่เป็นเครื่องแสดงให้เรารู้ว่ามนุษย์ที่มีสติปัญญาเป็นเลิศที่แล้วๆมาได้คิดค้นอะไร เป็นมรดกตกทอดมาถึงเรา (ศุภร  ศรีแสน. 2522 : 93-94) รวมถึงการสอนถึงค่านิยมและคุณลักษณะ การวิเคราะห์ถึงคุณค่าและคุณธรรมในเองที่อ่าน (Zittleman.  2009 : 190)

หลักสูตร

                1. หลักสูตรเน้นการปฏิบัติและการนำไปใช้ Locke เขียนไว้ในหนังสือ “Some Thought Concerning Education” ว่าหลักสูตรควรกำหนดให้มีวิชา อ่าน เขียน วาดเขียน ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ จริยศาสตร์ และกฎหมาย ควรได้ใช้เวลาอยู่กลางแจ้ง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับธรรมชาติ ร้อนหนาว แดดและฝน เพราะที่เด็กที่ฉลาดไม่ใช่เด็กที่รับรู้ด้านสติปัญญา(intellectual) อย่างเดียวจะต้องเรียนนันทนาการด้วย การสอนเด็กให้อ่านควรเริ่มตั้งแต่เด็กพูดได้แล้วจึงตามด้วยการเรียนการสอน Locke เห็นว่าการรับรู้พระคัมภีร์และการฝึกฝนอาชีพเพียงพอแล้ว นอกจากผู้ที่จะรับหน้าที่สำคัญทางบ้านเมืองหรือศาสนาก็ควรเรียนรู้เพิ่มเติมให้สูงขึ้น บทสวดหรือหลักเกณฑ์สำคัญๆและเรื่องวินัยต่างๆทางศาสนาควรท่องจำให้ดี
2. เน้นการใช้วัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอน Comenius นักการศึกษาในศตวรรษที่ 16 เป็นคนแรกที่ใช้รูปภาพประกอบการสอน เขาชื่อว่าเด็กแต่ละคนจะเรียนรู้ได้ดีถ้าครูจัดหาสิ่งเฉพาะเหล่านั้นมาประกอบการสอน เขาเน้นความสำคัญของธรรมชาติศึกษา (Studying natural) หลักสูตรต้องประกอบไปด้วยวิชา ฟิสิกส์ ทัศนศาสตร์ (ooptics) ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวิชาช่าง โรงเรียนต้องเป็นสถานที่สะอาด รื่นรมย์ และให้ความสนุกสนานแก่เด็ก ครูต้องเป็นคนใจดีเป็นกันเองกับเด็ก แนวความคิดของ Comenius ได้รับการพัฒนาโดย Jean Jaeques Rousseau, Johann Pestralozzi, และ Friedrich Froebel Pestalozzi เห็นว่า .สัมผัสที่ประทับใจในธรรมชาติของวัตถุเป็นพื้นฐานที่ถูกต้องของมนุษย์ “ดังนั้น การสอนจึงมุ่งฝึกทักษะจากสิ่งที่เป็นรูปธรรม เช่น การสอนคณิตศาสตร์โดยใช้อุปกรณ์ เช่น ก้อนหินในการสอนบวกลบ Froebel เป็นคนแรกที่ได้ให้มีการจัดการศึกษาชั้นอนุบาล สนับสนุนแบบใช้อุปกรณ์ (Objects Studies) และในการสอนเด็กเล็ก ควรใช้เพลงและเกมส์เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็ก Herbat เป็นนักการศึกษากลุ่มสัจจนิยมที่ได้รับแนวคิดอิทธิพลจาก Pestralozzi เขาเห็นว่าวิชาแต่ละวิชาควรสัมพันธ์ (relation) และบูรณาการ เช่น วิชาภูมิศาสตร์มีความสัมพันธ์กับวิชาเศรษฐศาสตร์และประวัติศาสตร์ การสอนควรชี้ให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ของลักษณะวิชา เพื่อกระตุ้นความสนใจของเด็กโดยใช้อุปกรณ์การสอน
นักการศึกษารุ่นใหม่ที่เน้นความสนใจของเด็ก และการใช้อุปกรณ์การสอนในขบวนการเรียนคือ Maria Motessonri วิธีการสอนของ Motessonri มีการฝึกประสบการณ์ทุกอย่างด้วยอุปกรณ์ เช่น ท่อนไม้ วัตถุรูปทรงเรขาคณิตต่างๆ วิธีสอนนี้ ตอนแรกเริ่มใช้กับเด็กที่ผิดปกติทางจิตเท่านั้น ต่อมาจึงขยายสำหรับเด็กทั่วไป เขาเห็นว่าวิธีการสังเกต (observation) เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของเด็กในหนังสือ ชื่อ In the secret of Childhood เขียนไว้ว่าเด็กมีโลกของเขาซึ่งเป็นความลับ นักการศึกษาต้องพยายามที่จะเรียนรู้ และเข้าใจถึงโลกของเด็ก กิจกรรมต่างๆควรให้เสรีภาพแก่เด็กอย่างเต็มที่ ไม่สกัดกั้นเสรีภาพและความต้องการของเด็ก ครูต้องเตรียมสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ เพื่อช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้เร็วขึ้น
สรุปแล้วหลักสูตรตามแนวคิดของสัจจนิยมมุ่งพัฒนาทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายโดยให้ความสำคัญของวิธีการสอนที่มีระบบและมีประสิทธิภาพสูง โดยการใช้อุปกรณ์การสอน


ครูผู้สอน
ครูคือผู้สาธิต (Demonstrator) ครูควรเป็นผู้มีความสามารถในการอธิบายเกี่ยวกับความเป็นจริงของโลกได้ดี เป็นผู้แสดง ผู้บอกกล่าวความเป็นจริงทั้งหลายเกี่ยวกับโลกนี้ จากสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลก ซึ่งทั้งครูและนักเรียนต่ายงก็เป็นผู้สังเกต หน้าที่ของครูก็คือหาเหตุให้เด็กได้เรียนรู้ความจริง และสามารถปรับตัวเข้ากับความจริงนั้นๆ เตรียมเด็กที่จะให้รู้ความเป็นจริงนั้นให้ลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไป ครูเป็นสื่อกลางระหว่างนักเรียนกับธรรมชาติ บุคลิกภาพของครูนั้นไม่สำคัญนักในการสอน เพื่อจะได้เน้นเนื้อหาวิชาที่จะเรียนเป็นสำคัญ มีความสามารถในการอธิบาย สาธิต เอาความจริงที่มีอยู่แสดงออกมาให้เด็กได้เรียนรู้ จึงยับว่าเป็นครูที่ดี (บรรจง  จันทรสา.  2521  :  171) เน้นกระบวนการสอนที่ให้ผู้เรียนมีประสาทสัมผัสและประสบการณ์ตรง สอนให้นักเรียนมีความรอบรู้ (ศุภร  ศรีแสน.  2552  : 76) ครูเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลและรักษาระเบียบวินัย ควบคุมความประพฤติของผู้เรียนไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางและสอนศิษย์ให้ใช้ธรรมชาติของตนคือสติปัญญาไปในทางที่ถูก (กิติมา  ปรีดีดิลก.  2522  :  77)

บรรณนุกรม

กิติมา  ปรีดีดิลก.  ปรัชญาการศึกษา เล่ม 1. อักษรบัณฑิต : กรุงเทพฯ.  2521.
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. พื้นฐานกระบวนทัศน์ทางการศึกษา.  พิมพ์ครั้งที่ 2 :
มหาสารคาม,  อภิชาตการพิมพ์,  2552.
ชัยวัฒน์  สุทธิรัตน์.  80 นวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ.  พิมพ์ครั้งที่ 2 : กรุงเทพฯ,
แดเน็กซ์ อินเตอร์คอร์ปอเรชั่น จำกัด,   2553.
ทิศนา  แขมณี.  ศาสตร์การสอน.  พิมพ์ครั้งที่ 12 กรุงเทพฯ, ด่านสุทธาการพิมพ์, 2553
บรรจง จันทรสา. ปรัชญากับการศึกษา.  2521.
บุญเลี้ยง  ทุมทอง.   การพัฒนาหลักสูตร (Curriculum  Development). พิมพ์ครั้งที่ 2 : กรุงเทพฯ,
แอคทีฟ พริ้น,  2553.
ธูปทอง  กว้างสวาสดิ์. เอกสารประกอบการสอนคู่มือการเรียน วิชา Ed 501 . ภาควิชาหลักสูตร
และการ สอน,     มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.  2540.
ศุภร  ศรีแสน.  ปรัชญาและแนวคิดทางการศึกษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทลัยศรีนครินทรวิโรฒ
มหาสารคาม.  2522.
Green, Maxine.  Teacher as Stranger : Educational Philosophy for the Modern Age.
Belmont.  Ca. :   Wasdsworth, 1973.
Oliva, P.  Developing the Curriculum.  United States. 2009.
Zittleman, S.  Teachers, Schools, and Society. 2 nd : The McGraw-Hill, New York.  2009.


คุณลักษณะของนักการศึกษา ผู้อำนวยการ ครูและนักเรียนตามแนวคิดสัจจนิยม

ดาวโหลดPPT  Realism of Educationpresent2

About these ads

เกี่ยวกับ ครูปุ้มชีววิทยา ถนนหักพิทยาคม

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยมหาสารคามค่ะ
ข้อความนี้ถูกเขียนใน มุมครูปุ้มไบโอ...โชว์ แชร์ ประสบการณ์ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s